Oz’s Blog

ตุลาคม 12, 2006

Nick of Time – เกือบจะสายไป

Filed under: Songster — siroz @ 12:42 pm

ถ้าพูดถึงเพลง แต่ละคนก็คงจะมีเพลงโปรดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่สื่อความหมายตรงใจเราเหมือนอย่างกับคนแต่งรู้จักคุ้นเคยกับเรา (ถึงขนาดว่า ถ้ามี music video ก็ควรที่จะเป็นเราเข้าไปแสดงเป็นตัวเอก) หรือเพลงที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวตนเราเลย แต่ฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

Nick of Time

เพลง Nick Of Time ซึ่งแต่งเนื้อร้อง/ทำนอง ร้องและเล่นเปียโนโดย Bonnie Raitt เป็นเพลงโปรดเพลงหนึ่งของผม เพลงนี้มาจากอัลบั้มชื่อเดียวกับเพลง ซึ่งออกในปี 1989 สิ่งที่ทำให้เกิดความประทับใจเพลงนี้ คงหนีไม่พ้น “เนื้อหา” ที่เพลงนี้สื่อออกมา เรามาดูว่าเพลงนี้พูดถึงอะไรกันดีกว่า

A friend of mine she cries at night, and she calls me on the phone.
เพื่อนฉันคนหนึ่ง เธอมักจะโทรศัพท์มาร้องไห้คร่ำครวญกับฉัน ยามค่ำคืน
Sees babies everywhere she goes, and she wants one of her own.
ไปที่ไหน เธอก็เห็นผู้คนมีลูกกัน และเธอก็อยากจะมีลูกเหมือนอย่างคนอื่นบ้าง
She’s waited long enough she says, and still she can’t decide.
เธอว่า เธอได้รอมานานพอแล้ว และเธอก็ยังตัดสินใจไม่ได้
Pretty soon she’ll have to choose and it tears her up inside…
อีกไม่ช้า เธอจะต้องตัดสินใจเลือก(สักทาง)แล้ว และสิ่งนี้ทำให้ใจเธอแทบสลาย
She’s scared…scared she’ll run out of time.
เธอนั้นกลัว … กลัวว่าเวลาของเธอจะหมดลง (เสียก่อน)

ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ไม่ได้พยายามจะ “แปล” แต่ว่าพยายาม “ตีความ” ว่าเนื้อหาพยายามจะสื่อถึงอะไร (ถ้าแปลตามตัวมา คงจะทื่อๆ พิกล)
Bonnie Raitt เขียนเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้ใน liner note (booklet เล็กๆ ที่มากับ CD หรือ tape ซึ่งบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเพลงและการอัดเสียงของอัลบั้มนั้น) ของอัลบัมรวมเพลงของเธอ The Best of Bonnie Raitt on Capital 1989-2003 ว่า เธอได้ไอเดียในการเขียนเพลงนี้มาจากสถานการณ์ของเพื่อนของเธอเอง (ซึ่งกังวลว่า เธอกำลังจะอายุมากไปที่จะมีลูก) ผู้หญิงคนที่พูดถึงในเพลงท่อนแรกก็คือเพื่อนเธอคนนี้นั่นเอง

I see my folks, they’re getting old, I watch their bodies change.
ฉันเห็นพ่อแม่ของฉัน ต่างก็แก่ตัวกันลง ฉันเฝ้าดูร่างกายพวกเขาเปลี่ยนไป
I know they see the same in me, and it makes us both feel strange.
ฉันรู้ว่า พวกเขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับฉัน และมันก็ทำให้เราทั้งสองฝ่าย รู้สึกแปลกๆ
No matter how you tell yourself, It’s what we all go through.
ไม่ว่าจะบอกกับตัวเราเองอย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างต้องได้เจอกับตัวเอง
Those lines are pretty hard to take when they’re staring’ back at you.
ริ้วรอยเหล่านั้น มองดูแล้ว ยากที่จะทำใจยอมรับมันได้ เมื่อมันก็มองจ้องกลับมาหาเราเหมือนกัน
Scared you’ll run out of time.
กลัวว่าเวลาของเราจะหมดลง

จากไอเดียแรก Bonnie เธอพัฒนามาสู่ท่อนที่สอง ซึ่งพูดถึงผลกระทบจากการมีอายุมากขึ้น (แก่ลงนั่นละ) ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างแปลก โดยเฉพาะในเพลงกระแสหลัก (mainstream)

When did the choices get so hard?
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ทางเลือก(ในชีวิต) นั้นมันช่างแสนยาก(ที่จะเลือก)
With so much more at stake.
มีสิ่งมากมายที่ต้องวางเป็นเดิมพัน
Life gets mighty precious when there’s less of it to waste.
ชีวิตมีคุณค่าขึ้นมามหาศาล เมื่อมันเหลือให้เราใช้น้อยลง
Hummmm…Scared she’ll run out of time.
กลัวว่าเวลาของเธอจะหมดลง

ท่อนกลางนี้ ไม่ได้ขยายเนื้อเรื่องออกไปจากท่อนที่แล้ว แต่ย้ำถึงผลกระทบจากอายุที่มากขึ้น ท่อนที่พูดถึง คุณค่าของชีวิตเมื่อเวลาเราเหลือน้อยลงนั้น เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ … ต่อไป ท่อนสุดท้าย สรุป

Just when I thought I’d had enough. All my tears were shed.
เมื่อตอนที่ฉันคิดว่า ฉันจะรับไม่ไหวอีกแล้ว เมื่อตอนที่น้ำตาฉันหลั่งออกมาเสียหมดสิ้นแล้ว
No promise left unbroken. There were no painful words unsaid.
(เมื่อ)ไม่มีคำสัญญาใดเหลือไว้ให้รักษา (เมื่อ)ไม่มีถ้อยคำทำร้ายใจที่ยังไม่เคยพูดใส่กัน
You came along and showed me how to leave it all behind.
เธอก็เข้ามา(ในชีวิตฉัน) และทำให้ฉันรู้ว่า จะทิ้งเรื่องทั้งหมดนั้นไว้ข้างหลังได้อย่างไร
You opened up my heart again and then much to my surprise.
I found love, Love in the Nick of Time.
เธอเข้ามาเปิดหัวใจฉันอีกครั้ง และ เมื่อนั้น ด้วยความประหลาดใจอย่างมาก
ฉันได้พบกับความรัก .. ความรักที่มาเกือบจะสายไป

ถ้าคิดว่าท่อนก่อนๆ หน้านี้ จะบรรยายถึงความโศกเศร้าเจ็บปวดพอแล้ว เรายังคิดผิด!!
ในท่อนสุดท้าย Bonnie ขยายเนื้อหาออกไปพูดถึงความผิดหวังจากความรัก (plot ยอดนิยม) ซึ่งมันเข้ากับท่อนที่ผ่านมาที่พูดถึงอายุได้อย่างน่าแปลก
ถ้าคิดง่ายๆ ก็คงเป็น ผู้หญิงคนหนึ่ง ผ่านชีวิตมามากมาย อายุมากขึ้น มีแต่ความผิดหวังในความรัก (No promise left unbroken. There were no painful words unsaid. ท่อนนี้น่าจะบอกถึงความเจ็บปวดที่ผ่านมาได้ดี .. เจอแต่คนไม่รักษาสัญญา และ คอยแต่พูดจาทำร้ายจิตใจ)
จนในสามบรรทัดสุดท้ายของเนื้อเพลงที่บอกว่า จนเธอเข้ามาเปิดใจให้เจอกับความรักอีกครั้งหนึ่ง
Love in the nick of time ถ้าแปลตรงตัว ก็ต้องเป็น ความรักที่มาทันเวลาพอดี (แต่ “ความรักที่มาเกือบจะสายไป” มันน่าจะโดนกว่าเนอะ)
ในที่สุด เพลงนี้ก็ดำเนินมาถึงบทสรุป แบบ happy ending จนได้ (ถึงแม้ว่า ระหว่างทางจะมีแต่ความทุกข์ก็ตาม)

เพลงนี้ ไม่มีท่อนซ้ำ ไม่มี hook ไม่มีคำโดนๆ แต่ด้วยเนื้อหาของเพลงน่าจะตรงใจหลายคน เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง กับคนจริงๆ (ชีวิตคนเรานี่ัรันทดดีแท้)
ความทุกข์ที่บรรยายในเพลงนี้ เป็นคนละมิติกับความทุกข์แบบหนุ่มสาว (วัยรุ่น??) ที่มักจะบรรยายในเพลงทั่วไปที่เราได้ยินกัน เช่น “ทำไมเธอไม่โทรมา?” หรือ “แอบรักเพื่อน แฟนเพื่อน คนมีเจ้าของ คนข้างบ้าน … (เติมคำในช่องว่างเอาตามสะดวก)” อย่างสิ้นเชิง
และด้วยความแตกต่างนี้ ทำให้เพลงนี้โดดเด่นออกมาจากเพลงทั่วไป
นอกจากนั้น เพลงนี้ยังทำให้ชีวิตศิลปิน(นักดนตรี)ของ Bonnie Raitt ขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกด้วย อัลบัม Nick of Time ขายได้เกินห้าล้าน copy ในทวีปอเมริกาเหนือ (ได้ 5 platinum น่ะแหละ) ได้รางวัลแกรมมี่ และยังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ อย่างล้นหลาม (ซึ่งปกติ เธอก็มักจะได้รับคำชมในทางบวกอยู่แล้ว)
Bonnie Raitt ออกอัลบัมแรกในปี 1971 ถึงแม้เธอเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างสูงในฐานะนักเล่น Slide Guitar ที่มีฝีมือเหลือร้าย มาตั้งแต่ต้น แต่ในฐานะศิลปิน/นักร้อง/นักแต่งเพลง แล้ว เธอเป็นที่รู้จักในวงจำกัดเท่านั้น
เธอต้องใช้เวลาถึงเกือบยี่สิบปี กว่าจะมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จในระดับ Nick of Time ได้

The Best of Bonnie Raitt

ด้วยความที่เพลง เป็นสิ่งที่แต่งขึ้นมา เราจะสร้างให้มันเป็นอย่างไรก็ได้ .. แต่ happy ending ไม่ได้มีแต่เฉพาะในเพลง (หรือในหนัง) เท่านั้น
ใน liner note ของอัลบัมรวมเพลงในปี 2003 ของเธอนั้น … Bonnie ได้บอกว่า เพื่อนเธอคนนั้น มีลูกชายอายุ 12 ขวบแล้ว

12:36 นาฬิกา
12 ตุลาคม 2549

4 ความเห็น »

  1. I like these 2 sentences:

    “No promise left unbroken. There were no painful words unsaid.”

    But if we look at it from a different point of view, these pains are from ourselves that hold on to those broken promises or bad words.

    That’s the way life is, man!

    Once you let those things go, you ain’t feel no pain.

    ความเห็น โดย Nim — ตุลาคม 27, 2006 @ 5:12 pm

  2. “One has seen the torture of love, the dependence on it, the fear of it, the loneliness of not being loved, and the everlasting seeking of it in all kinds of relationships, never finding it to one’s complete satisfaction. So one asks, is love satisfaction and, at the same time, a torture hedged about by jealousy, envy, hatred, anger, dependence?”

    On Love and Loneliness, p.107 – Krishnamurti

    ความเห็น โดย Dern — ตุลาคม 27, 2006 @ 8:56 pm

  3. […] ก่อนหน้านู้น เกี่ยวกับเพลงของ Bonnie Raitt (link) มีคำถามกลับมาว่า […]

    Pingback โดย Good Man - คนดี?? « Oz’ Blog — มิถุนายน 4, 2007 @ 10:43 pm

  4. […] ผมพูดถึงเพลง Nick of Time ของ Bonnie Raiit ไว้ (link) มีคนแอบกระซิบถามมาว่า […]

    Pingback โดย Nick of Time on YouTube « Oz’s Blog — กันยายน 26, 2007 @ 6:26 am


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: