Oz’s Blog

มกราคม 6, 2007

Blog Tag: เรื่องห้าเรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ Oz

Filed under: Life — siroz @ 4:52 pm

Blog Tag คืิอ อะไร?? หาคำตอบได้ที่นี่ครับ
ผมเพิ่งเคยได้ยิน ก็เมื่อวานนี่แหละ (เชยชิบเป๋ง) .. บังเอิญ เข้าไปดูใน Stat ของ Blog ผม ปรากฏว่า มี Referrer มาจาก Blog ของ deans4j ด้วย
เลยสงสัยว่า เอ๊ะ … เจ้าดีน แอบนินทาเราหรือเปล่า เลยต้องเข้าไปดูเสียหน่อย
ปรากฏว่า อ้าว … เราโดน “แปะ” (tag) นี่หว่า (เคยเล่น แปะแ็ข็งกันหรือเปล่า ตอนเด็กๆ)

Edited: ลืมบอกว่า มี คุณ Keng ทำ trace ของการ tag กันของคนไทยไว้ด้วยครับ ตามไปดูได้ ที่นี่
ผมเนี่ย โดน tag มาจาก dean ซึ่งโดนมาจาก คุณ plynoi ซึ่งโดนมาจาก คุณ wiennat และคุณ keng ซึ่งเป็นต้นทางของคนไทย อีกทีหนึ่ง

หัวข้อ คือ เรื่องส่วนตัว (ที่คนอื่นยังไม่รู้) 5 เรื่อง .. เห็นแต่ละคน งัดเรื่องส่วนตั๊วส่่วนตัวสุดๆ มาเล่ากันเลย
ผมจะพยายามเล่าเรื่องที่ คนไม่ค่อยจะรู้ละกันครับ จะได้ไม่น่าเบื่อ
เอาล่ะ ขอลองหน่อยนะครับ

1. ผมเรียนและทำงานด้านคอมพิวเตอร์(ซอฟต์แวร์) ด้วยความจำใจ
หลายๆ คนที่เคยคุย หรือ เคยทำงานกับผม จะเข้าใจไปว่า ผมเนี่ยชอบและรักงานด้าน Software Development ชอบเขียนโปรแกรม มีอุดมการณ์สูงส่ง อยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) จะพัฒนาวงการ ฯลฯ
แต่จริงๆ แล้ว ผมเรียนมาด้วยความจำใจ .. จริงๆ แล้วตอนจะขึ้น ม.ปลาย อยากเรียนสายศิลป์ เพราะไ่ม่ชอบวิชาทางวิทยาศาสตร์ฺเลย
เคยได้เกรดสอง วิชาวิทยาศาตร์ ตอน ม. ต้นด้วย โง่จริงๆ (แต่ได้เกรดสี่นะ เทอมที่เรียนเรื่องเพศศึกษาน่ะ อิอิ)
แต่ที่บ้านอยากให้เรียนสายวิทย์ ก็ไม่อยากขัดที่บ้าน (เป็นเด็กดี) แล้วก็เลยเถิดไปจน Entrace ติดคณะวิศวะฯ (แพทย์ ทันตะ เรียนไม่ได้ กลัวเลือดง่ะ .. ส่วนคณะอื่นๆ ที่บ้านก็ไม่อยากให้เรียนอีก)
มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ต้องเลือกภาควิชา ตอนปีสอง ว่า .. เออ นอกจากจะไม่ชอบวิชาที่เรียนแล้ว ยังทำท่าว่าจะเรียนไปไม่รอดด้วย (วิชาทางไฟฟ้า เรียนไปมีแต่เกือบตก) มีวิชาทางคอมพิวเตอร์เนี่ยแหละ ที่พอจะเรียนได้ ก็เลยเลือกเรียนทางคอมพิวเตอร์ (ถ้าเรียนภาควิชาอื่น อาจจะไม่จบได้)
ผมมาเีขียนโปรแกรมเป็นครั้งแรก ก็ตอนเีรียนปีสอง (Turbo Pascal) ซึ่งถือว่า ช้ามากๆ คนอื่นๆ ที่เค้าเก่งๆ เค้าเขียนเป็นกันตั้งแต่มัธยม
พอจบมาทำงานแล้ว ผมก็ยังไม่ได้มีใจรักทางคอมพิวเตอร์ หรือ ซอฟต์แวร์แต่อย่างใดนะครับ และผมก็ไม่ได้ชอบ technology หรือเป็น computer geek ซะด้วย (เพราะฉะนั้นคำถามอย่าง AntiVirus ตัวไหนดี .. จะ ghost harddisk ยังไง .. เปลี่ยนไปใช้ Vista ดีมั้ย .. อย่ามาถามผมเลย)
แต่จะคิดไปทำงานอย่้างอื่น ก็ต้องบอกว่าผมนั้น “ไม่มีปัญญา” ไปทำหรอกครับ

ถ้าจะถามว่า ผมรักงานคอมพิวเตอร์ หรือ Software Development แค่ไหน .. ผมก็จะตอบว่า ผมรักงานนี้ อย่างที่แม่ค้าข้าวแกงพึงจะรักการขายข้าวแกง
มันไม่ใช่ Love of My Life … แต่ มันคือ Professional Career ของผม … ผมต้องทำให้แน่ใจว่า คนที่มากินข้าวแกงร้านผม กลับบ้านไปด้วยความพอใจ และรู้สึกคุ้มค่ากับข้าวแกงที่จ่ายเงินซื้อไป

2. ผมเป็นคนเอ๋อๆ
ในเวลาทำงาน ผมจะดูดีมีมาด พูดจาฉะฉาน เถียงกับฝรั่งฉอดๆ .. เวลา present งานก็ฟังดูน่าเชื่อถือ (สร้างภาพเก่ง)
ประมาณว่า เหมือนเป็นคนฟอร์มดีั พูดจาน่าเชื่อถือ
แต่จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนเอ๋อๆ ซุ่มซ่าม เซ่อซ่า .. ชอบเดินเตะขาโต๊ะ ขอบตู้ เดินชนกรอบประตู (ประตูมันทำมาเล็กไปหรือเปล่าเนี่ย เลยเดินหลบไม่พ้น) เดินชนประตูกระจก (ตามแขนขาผม มักจะมีรอยช้ำ รอยแผลอยู่ตลอด เพราะเรื่องพวกนี้ เกิดทุกวัน) .. ขึ้นรถ ปอ. จะไปสวนอัมพร แต่บอกกระเป๋าฯ ว่า “ลงสวนลุม” (สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว) ฯลฯ
แต่ก็ต้องพยายามเก็บอาการ แอบเอ๋อ ไม่ให้ปล่อยไก่ไปหมดเล้า .. ไม่งั้นเสียฟอร์มหมด
เคยมีครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอยู่ปีสาม ทำกิจกรรมชุมนุม เป็นรองประธานชุมนุม .. ซึ่งตอนนั้นน้องๆ จะเกรงๆ เพราะดุมาก (มีคนมาขอจองลูกไว้เ้ฝ้าบ้านอยู่เหมือนกัน)
วันนั้นมาดูน้องๆ ประชุม ก็ออกจากหอ แต่งตัวอย่างดี เดินเข้ามา … เอ๊ะ น้องมันหัวเราะอะไรกันคิกๆ คักๆ
ซักพัก เพื่อนมันก็มาสะกิด “เฮ้ย แกใส่เสื้อกลับด้านในออกมาข้างนอกว่ะ” .. อ้าว เออจริง ตะเข็บโชว์หราเต็มบ่าเลย .. ก็เสื้อสีขาวล้วนง่ะ มันดูไม่ค่อยออกนะ (ยังจะมาแก้ตัวอีก)
เสียฟอร์มหมดเลยดูซิ … อุตส่าห์แอบเอ๋อ ไว้อย่างดี

3. ผมมีเสน่ห์ดึงดูดทั้งสองเพศ
ไม่รู้เรื่องแบบนี้ควรจะเล่าหรือเปล่า (อายง่ะ) คือว่า ผมเคยมีคนมาจีบอยู่บ้างเหมือนกัน ไม่ถึงกับมารุมจีบนะ แต่ก็สามารถเรียกได้ว่า มีมาหลายคนเหมือนกัน (สำหรับคนเรียบๆ ธรรมดาๆ อย่างผม คงเรียกได้ว่า เยอะ แล้วล่ะ)
ประเด็น คงไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่มันอยู่ที่ คนที่มาจีบเนี่ย มีทั้งผู้หญิง และ ผู้ชาย
สงสัยว่า ฟีโรโมน ของผมมันทำงานผิดปกติหรืออย่างไร ถึงได้ดึงดูดเพศเดียวกันเข้ามาด้วย
ไอ้กระผมเนี่ย ก็ไม่ใช่จะให้ท่า เล่นหูเล่นตา กับคนโน้นคนนี้ .. ไม่เค๊ยไม่เคยเลยจริงๆ (อย่าทำหน้าไม่เชื่อสิครับ)
มีคนมาจีบแบบนี้ ไม่รู้ว่า ควรจะดีใจดีมั้ยเนี่ย

4. ผมไม่ศรัทธาการแต่งงานและใช้ชีวิตคู่
งง ล่ะสิครับ .. ก็ตามนั้นแหละ คือ ผมไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในการใช้ชีวิตแต่งงาน
จะหาว่า ขวางโลก ก็ได้ครับ .. แต่ผมยังไม่ buy ปรัชญาของการแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน
โดยเฉพาะที่หลายๆ คน ชอบพูดว่า แล้วแก่ตัวไปแล้ว ไม่มีลูกมีหลาน แล้วใครจะมาดูแลเรา
อ้าว ตกลงว่า ที่มีลูกเนี่ย เพื่อจะหาคนมาเลี้ยง มาดูแลใช่มั้ยเนี่ย .. แทนที่เราอยากจะมีลูก เพราะเราอยากจะห่วงใย ดูแล และเฝ้าดูการเติบโตของชีวิตน้อยๆ ที่เราจะเป็นคนประคับประคอง ไปจนกว่าเค้าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้ (โอ้ … “ถุงอ้วกอยู่ที่กระเป๋าหน้าที่นั่งของท่าน”)
ที่ว่าเนี่ย ไม่ใช่ผม anti การแต่งงานนะ .. ใครที่แต่งงาน มีชีวิตคู่ มีความสุขดี ผมก็ยินดี และดีใจด้วย จากใจจริงครับ
เพียงแต่ผมมองว่า การแต่งงาน มันไม่ใช่ path ของทุกๆ คนเท่านั้นเอง
เลยเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ผมมักจะไม่ค่อยอยากที่จะคบเป็นแฟนกับใคร เพราะ คงไม่มีอยากให้ลูกสาวตัวเอง ต้องมาคบกับคนที่ “คบไปเรื่อยๆ ไม่คิดจะแต่งงาน” หรอก (“ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบหนายยยยย” … จริงๆ แล้ว ก็กลัวลูกซองน่ะแหละ)
เพราะฉะนั้น ที่ไม่มีแฟน .. ไม่ใช่ว่า ผม องุ่นเปรี้ยว เบี่ยงเบน หรือว่า เซ็กส์เสื่อม อย่างที่หลายคนเข้าใจ

5. ดนตรีนั้นคือชีวิต(ของผม) จังหวะคอยลิขิตให้ชีิวิตก้าวไป
ใครรู้จักเพลงนี้บ้าง อิอิอิ
คนที่รู้จักผมส่วนใหญ่ น่าจะรู้ว่าผมเล่นดนตรีเป็น แต่คงไม่ค่อยมีใครรู้ว่าผมเล่นได้แค่ไหน ทำอะไรได้บ้าง และซีเรียสแค่ไหน
ถ้าจะย้อนประวัติการเล่นดนตรีของผม คงต้องย้อนไปตั้งสมัยโรงเรียนประถมบังคับให้เรียนเป่าขลุ่ย หรือ เคยเรียนเปียโนตอนปิดเทอม (แค่เดือนเดียว) ช่วงประถม
แต่มันไม่ significant น่ะนะ เอาที่จริงจังหน่อย ก็คือ ตอนก่อนขึ้น ม. 1 ที่บ้านผมส่งไปเรียนดนตรีไทย ซึ่งตอนนั้นก็เลือกเรียนระนาดเอก
ถึงแม้จะเรียนจนเล่นเป็น และเล่นได้หลายเพลงเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เรียนต่อ อาจเป็นเพราะธรรมชาติของดนตรีไทยนั้น ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ผมเป็นพวกไม่ชอบกฏเกณฑ์ เลยไม่ค่อยชอบ
ดนตรีสากล มาเริ่มสนใจเอาตอน ม. 2 เพราะเริ่มซื้อเทป ฟังเพลงแล้ว .. ตอนปลายๆ ปี ได้เครื่องดนตรีชิ้นแรกมาเป็นคีย์บอร์ด ยี่ห้อ Kawai (ยี่ห้อเกาหลี) เป็นพวกคีย์บอร์ดก๊องแก๊ง ร้อยเสียง ยี่สิบห้าจังหวะ (เช๊ย เชย สมัยนั้น ยามาฮ่า มันร้อยเสียง ร้อยจังหวะ) แต่ว่า คีย์ขนาดมาตรฐาน 61 คีย์ เท่ากับ synth คีย์บอร์ดทั่วๆ ไป
ผมก็พยายามหัดเล่นเอง ซึ่งคนเล่นคีย์บอร์ดแรกๆ จะมีปัญหาเรื่องการแยกประสาทมือซ้าย มือขวา (มือซ้ายเล่นคอร์ด มือขวาเล่นเมโลดี้) ซึ่ง ผมก็สามารถเอาชนะมันได้ด้วยตัวเอง แล้วก็เล่นอัดเสียงไปให้พ่อแม่ฟัง จนได้รับอนุญาต ให้เรียนดนตรี (อิเลคโทน) ที่โรงเรียนของยามาฮ่าในที่สุด (ตอน ม. 3)
พอขึ้น ม. 4 ผมก็เริ่มหัดเล่นกีต้าร์ เหตุผลหลักๆ ที่หัดเล่น คือ เพื่อนๆ มันสบประมาทว่า “น้ำหน้าิอย่างมึงน่ะ เล่นไม่ได้หรอก” เ่ลยต้องพยายามหัดเล่น เพื่อลบคำสบประมาทให้ได้ (และต้องแอบหัดเองด้วย จะไปให้เพื่อนมันสอนก็ไม่ได้ เสียฟอร์ม)
ซึ่งในที่สุด ผมก็เล่นจนพอเป็น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ผมกับเพื่อนๆ ก็ตั้งวงดนตรีกัน ตอนนั้น ผมไ้ด้เล่นคีย์บอร์ด และได้มาเล่นเบสในบางเพลง (ตอนนั้น มือเบสมันร้อง ด้วย .. บางเพลงอย่าง “บุษบา” มันอยากออกมาเต้นแบบพี่ป๊อด มันเลยให้ผมเล่นเบสแทน)
ในช่วง ม. ปลาย นี่อีกเหมือนกัน ที่ผมเริ่มหัดเีรียบเรียงเพลง (Arrange) .. ที่บ้านผมจะมีเครื่อง MacIntosh อยู่เครื่องนึง (Mac Classic หรือไงเนี่ย จำไม่ได้แล้ว .. ตอนนั้น Harddisk ตั้ง 20 MB แน่ะ .. เยอะมากกกกกก) มันจะมีโปรแกรมที่เป็น MIDI sequencer อยู่ แต่เครื่องมันไม่มี soundcard ไม่มี MIDI interface มันเลยเล่นได้แค่ 4 polyphony
ผมก็ใช้ไอ้ 4 polyphony เท่าที่มี ลองเรียบเรียงดู .. ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็สนุกดีนะ .. จนในช่วง ม. 5 ที่ทางวงจะแต่งเพลงกัน ผมเองเลยได้เป็นตัวหลักที่ทำในเรื่อง arrange

แต่เรื่องแต่งเพลง ผมเพิ่งจะมาเริ่มเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วนี่เอง หลังจากผมคิดว่าจะกลับมาเล่นดนตรีแบบจริงๆ จังๆ อีกครั้ง หลังจากหยุดเล่นไปหลายปี (จริงๆ ก็เล่นเอง ฟังเอง อยู่บ้าน .. ไม่ได้ไปเล่นโชว์ใครที่ไหนหรอก)
และจนมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ถึงได้แต่งเพลงร้อง และอัดเสียง (ด้วยความช่วยเหลือในการร้องโดย Jett) เอามาลงเวปให้คนอื่นฟังเป็นเรื่องเป็นราว (ขอบคุณ ทุก comment มากๆ ครับ)
ซึ่งมันทำให้รู้ว่า ผมน่ะสามารถเล่นดนตรีได้ แต่งเพลงได้ เรียบเรียงได้ และ produce (ควบคุมการผลิต)ได้ ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นดีเลิศทุกๆ ด้านก็ตาม (ไว้่วันหลัง ถ้ากล้ากว่านี้ ก็คงจะร้องเพลงเองได้ด้วย)
ใครอยากฟังเพลงผม เชิญทางนี้ครับ หรือ อ่านเกี่ยวกับเพลงของผมได้ที่นี่

ดนตรีไม่ใช่อาชีพของผม (และคงจะไม่มีวันเป็น) แต่มันอยู่กับผมมานานมาก นานกว่าอะไรๆ อย่างอื่นที่ผมจำได้ .. และผมก็หวังว่ามันจะยังอยู่กับชีวิตผมต่อไป

จบแล้ว
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ ดีน ด้วย ที่ tag ต่อมาให้ .. ไม่งั้น ผมคงไม่ได้พร่ำเพ้อพรรณาบ้าบออะไรมากมายขนาดนี้

เอ้าถึงคิว ผมต้อง tag ต่อใช่มั้ยครับ … แล้วผม tag ไปแล้วเจ้าตัวจะรู้ตัวมั้ยเนี่ย (สงสัยต้องไปไล่บอก) … เอาตามนี้ละกันครับ

พี่อุ้ม
เก่ง (Atipon) เปลี่ยน link เป็น อันนี้ แทนนะครับ (Edited)
บิ๊ก
โน๊ต (พนิต)
โต (ชาติชาย)

เอ้า ใครได้รับแล้ว เขียนซะด้วยเน้อ

16:48 นาฬิกา
6 มกราคม 2550

3 ความเห็น »

  1. น่าสนุกฮะ เขียนๆ ตามนี้เรยคร้าบ

    http://panitw.spaces.live.com/blog/cns!8AB2BE37E17DF7BA!295.entry

    ความเห็น โดย Note — มกราคม 7, 2007 @ 6:52 pm

  2. ตอนนี้ใน exteen ระบาดหนัก หยุดไม่ได้แล้ว ผมว่าเราเลิกทำคอมไปขาย amway กันเหอะพี่

    ความเห็น โดย deans4j — มกราคม 8, 2007 @ 2:21 am

  3. ทำเสร็จแล้วฮะพี่ เสียเวลาเหมือนกันน้า แต่พอดีขี้เกียจทำงานที่ได้ assign เลยนั่งทำ

    ความเห็น โดย Big — มกราคม 9, 2007 @ 11:26 am


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: