Oz’s Blog

สิงหาคม 30, 2007

รถโรงเรียน และ ร้านหนังสือ

Filed under: Society — siroz @ 12:32 pm

สำหรับคนที่ชีวิตการเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่นอกห้องเรียน (เพราะไม่ค่อยจะเข้าเรียน) อย่างผม ย่อมต้องนับหนังสือ เป็นครูบาอาจารย์ นอกเหนือจากอาจารย์ที่สอนในห้องเรียน
หากหนังสือเป็นอาจารย์ สำนักพิมพ์ย่อมต้องเป็นโรงเรียน หรือสำนักวิชา (หนังจีนไปหน่อยหรือเปล่า)
และร้านหนังสือ ก็คงต้องเป็น รถโรงเรียน ที่พานักเรียนกับอาจารย์มาเจอกัน

ช่วงนี้ผมได้ไปสำรวจร้านหนังสือที่ขายหนังสือเกี่ยวกับ software (development) เพื่อหาซื้อหนังสือบางเล่ม
เลยทำให้มีเรื่องมาเล่านิดหน่อย

ในชีวิตการทำงานเืกือบๆ เก้าปีของผมในวงการนี้ และยังไม่นับถึงชีวิตในช่วงสมัยยังเีรียนอยู่ .. ผมทำมาหากินโดยใช้ความรู้จากหนังสือที่ซื้อมาอ่านเอง แทบทั้งนั้น
เรียกได้ว่า วันนี้ผมมีงานทำ มีข้าวกิน ก็เพราะบรรดาหนังสือ หรือ “อาจารย์” เหล่านี้
ช่วงปีแรกๆ ของการทำงานเนี่ย เรียกได้ว่า ผมซื้อหนังสือพวก programming และ software development แทบทุกเดือนเลย
(โอเค .. ใช้คำว่า “ผมซื้อ” ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ เอาเงินบริษัทมาซื้อ .. ซื้อได้เต็มที่ เพราะ “ไม่ใช่เงิน-ู”)

จริงๆ แล้วอาจจะจัดได้ว่า ผมเป็นศิษย์สำนัก O’Reilly เลยทีเดียว เพราะสมัยนั้น หนังสือที่ผมอ่านส่วนใหญ่เป็นของสำนักพิมพ์ O’Reilly
(ตอนนั้น หนังสือที่เกี่ยวกับ technology ทาง programming โดยเฉพาะ Java ต้องยกให้ O’Reilly ในเรื่องของความสดใหม่ ทันสมัย)
ร้านหนังสือ ที่ผมใช้บริการเป็นประำจำตอนนั้นคือ ร้าน Book Chest ซึ่งปกติผมจะไปซื้อที่สาขาสยามสแควร์ (นานๆ ครั้งถึงจะไปซื้อที่ สาขาพันธุ์ทิพย์)
ช่วงนั้นนี่ ซื้อจนเจ๊ที่ดูร้านเค้าจำได้แล้วมั้ง .. สามารถใช้หน้าเป็นบัตรลดราคาได้เลย

จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าผมจะเอาเงินบริัษัทมาซื้อซะัทั้งหมดหรอกนะ
หลังจากออกจากบริษัทนั้นมา (ตอนนั้นออกมาตกงาน/เรียนต่อ) ผมก็ซื้อหนังสือด้วยเงินตัวเองบ้าง ถึงแม้จะไม่บ้าระห่ำเหมือนสมัยก่อน แต่ก็เยอะพอควร
มีรูปให้ดูเล่นๆ ด้วย

Java Books
หนังสือเกี่ยวกับ Java

Misc Books
หนังสือด้านอื่นๆ

จับหนังสือมาถ่ายรวมๆ อย่างนี้ ก็ำทำให้นึกได้ว่า มันมีอีกหลายเล่ม ที่ไม่อยู่ที่บ้านนี่นา
Effective Software Testing, Java in a Nutshell, และ Professional Java Development with the Spring Framework .. สามเล่มนี้น่าจะอยู่ีที่ออฟฟิซ
Design Patterns อยู่ที่เจ็ท (หรือเปล่าวะเอ็ง)
Enterprise Integration … อยู่ไหนหว่า?? (ใครยืมไป โปรดแสดงตัวด้วยครับ)
Complete C++ Reference อีกเล่ม … มันอยู่ไหนล่ะเนี่ย
… แล้วมันมีเล่มอื่นที่จำไม่ได้อีกมั้ยเนี่ย .. หนังสือเ่ล่มไหนของผมไปอยู่ที่ใคร ช่วยบอกหน่อยนะครับ เผื่อจะใช้จะได้ตามถูก

นับๆ ดูแล้ว เงินที่ลงไปกับหนังสือนี่ก็เป็นหมื่นเหมือนกันนะ แต่ยังไงผมเชื่อว่าความรู้ที่ได้กลับมาจากการอ่าน มีค่ามากกว่าราคาหนังสือหลายเท่านัก
ถึงแม้ว่า บางเล่มซื้อมาจะอ่านไม่จบ อ่านแค่ไม่กี่บทก็ตาม (จริงๆ ถ้าสังเกตดีๆ รูปแรกมุมขวาล่าง หนังสือ JXTA ยังไม่ได้แกะจากพลาสติกที่ห่อยู่เลย!! .. ใครอยากได้ เอา 100 pipers มาขวดนึงแล้วเอาไปเลย)

ช่วงหลังมานี้ ผมซื้อหนังสือน้อยลงมาก ในปีนึงๆ ซื้อไม่เกิน 3-4 เล่ม บางปีซื้อแค่เล่มเดียวก็มี
ด้วยเหตุผลว่า ผมไม่สามารถ “รอ” หนังสือได้อีกแล้ว เพราะที่สิ่งที่ศึกษาอยู่ บางทีกว่าจะมีหนังสือออกมาก็ช้าไปเป็นปี
ดังนั้น แหล่งหลักที่ผมอ่าน จะกลายเ็ป็นเอกสาร reference ที่มีอยู่บน Internet เสียมากกว่า .. ถึงแม้ว่าจะอ่านยากกว่าหนังสือก็ตาม (หนังสือมักจะมีการเรียบเรียง มีวิธีการอธิบายที่เป็นกระบวนการ เข้าใจได้ง่ายกว่าเอกสาร reference ซึ่งมีข้อมูลอะไรก็ใส่เข้ามา ไม่ได้จัดลำดับ หรือเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่ายสำหรับคนที่เพิ่งเีรียนรู้)
จะมีช่วงนี้ ที่ผมรู้สึกว่าผมชักจะห่างจากหนังสือมากไปแล้ว เลยรวมๆ รายชื่อหนังสือที่ควรจะอ่าน แล้วคิดว่าจะไปหาซื้อดู
ตอนแรกก็คิดว่า คงต้องสั่งจาก Amazon.com เพราะ คงในบ้านเราคงมีไม่ครบทุกเล่มที่ต้องการ .. แต่ก่อนจะลงมือสั่งซื้อ ก็ลองดูร้านในบ้านเราก่อน เผื่อจะีมีวางขายในราคาที่ถูกกว่า

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมตั้งใจว่าจะไปเดินดูร้าน IT Book House และ Book Chest ที่ฟอร์จูนทาวน์ ปรากฏว่า ร้าน Book Chest หายไปเสียแล้ว ไม่รู้ว่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ส่วนเมื่อวานนี้ ผมไปดูร้าน Book Chest ที่สยาม และ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ .. ไม่น่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้
ชั้นสองของร้าน Book Chest ส่วนที่เป็น text book เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็หมายความว่าหนังสือหายไปครึ่งหนึ่งด้วย
หนังสือที่มี ก็เป็นหนังสือที่ค่อนข้างเก่ามาก .. ผมว่าผมไม่ได้ไปมานานแล้ว แต่หนังสือที่เห็น ก็เหมือนหนังสือที่ผมเคยเห็น เหมือนไม่มีอะไรใหม่
ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ส่วนที่เป็น textbook คอมพิวเตอร์ ก็หายไปครึ่งหนึ่งเช่นกัน เหลือเป็นแค่มุมเล็กๆ ที่มีชั้นหนังสือ แค่ 6-7 ชั้น (แ่ต่เห็นที่ส่วนหนึ่ง เอาไปจัดขายเครื่องเขียน และ gift shop ซะแทน)

เมื่อเจอแบบนี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่า คนทำงานสายคอมพิวเตอร์สมัยนี้ ไม่ต้องอ่านหนังสือกันแล้วหรือไง?
หรือด้วยเทคโนโลยี Internet คนหันมาพึ่งเอกสาร online กันหมด
หรือ สมัยนี้ ไม่ต้องซื้อหนังสือกันแล้ว เพราะมี E-book ทั้งที่ถูกกฏหมาย และ “เถื่อน”
ที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือ คำถามพวกนี้ ต้องการคำตอบหรือเปล่า?

เหตุการณ์นี้ ทำให้ผมนึกถึง ร้านหนังสือดวงกมล ที่ซีคอนสแควร์ ซึ่งคุณสุข สูงสว่าง ตั้งใจจะให้เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
สมัยผมเรียนปริญญาตรีปีแรกๆ ร้านนี้ ถือเป็นร้านที่มีหนังสือเยอะที่สุด โดยเฉพาะ text book ถึงแม้ว่า ศูนย์กลางในการสั่งหนังสือยังคงเป็นสาขาสยามสแควร์อยู่ (ตอนนั้น ชุมนุมที่ผมทำกิจกรรมอยู่ รับหนังสือเรียนเข้ามาขายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ นักศึกษาขอบชานเมืองอย่างพวกผม จะได้ไม่ต้องถ่อเข้าเมืองไปซื้อหนังสือ นอกจากนั้นเราก็ขายถูกกว่าราคาปกที่เค้าขายกัน เพราะสั่งซื้อจำนวนเยอะๆ มีอำนาจต่อรองราคา)
และแล้วความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้คาดหวังก็เข้ามา .. วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 พร้อมกับการลอยตัวค่าเงินบาท มีผลกับกิจการของดวงกมลอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องหนี้เงินกู้
ร้านต้องยอมลดขนาดลง ยอมขายหนังสือล้างสต็อกราคาถูก … ถึงขั้นมีป้ายใหญ่ๆ เขียนข้อความจากคุณสุข ประกาศยอมรับว่าความคิดที่จะสร้างร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดนั้น เป็นความคิดที่เกินตัวเกินไป และขอบคุณมิตรรักนักอ่านที่แวะมาเยี่ยมเยียนกัน และช่วยกันซื้อหนังสือกลับไป เพื่อให้ร้านได้อยู่รอดต่อไป

วันนี้ ไม่ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ผมเริ่มเห็นแนวโน้มแล้วว่า ร้านหนังสือคอมพิวเตอร์ หรือ “รถโรงเรียน” ของผม ส่อแววจะไปไม่รอดซะแล้ว
เมื่อไม่มีรถโรงเรียน นักเรียนก็จะไปโรงเรียนไม่ได้ (สำหรับคนที่บ้านรวย ก็อาจจะยังนั่งรถส่วนตัวไปได้) … เมื่อนักเรียน กับอาจารย์ไม่ได้พบกัน การถ่ายทอดความรู้ก็จะไม่เกิด
ผมยอมรับว่า ตัวผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย ในสถานการณ์ที่ข้อมูลทุกอย่างสามารถหาได้จาก Internet ผมเองก็ห่างเหินจากหนังสือ และร้านหนังสือไปเหมือนกัน

ผมยังคิดไม่ออกว่าผมควรจะทำยังไงดี .. จะยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วก็ได้แต่พูดว่า “ทุกคนต้องรู้จักปรับตัว” หรือ จะช่วยเหลือได้อย่างไรดี
สิ่งที่ผมกลัวคือ นี่อาจจะไม่ใช่แค่จุดสิ้นสุด .. มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่โตกว่านั้น
เมื่อไม่มีร้านหนังสือ หนังสือก็ไม่มีที่จะให้ขาย และเมื่อถึงวันนั้น เราอาจจะไปถึงจุดที่ว่า ไม่มีใครคิดจะเขียนหนังสือ หรือทำหนังสือกันอีกแล้ว

หลายๆ ครั้งผมเห็นว่า คนที่ถ่ายเอกสารหนังสือ หรือ download e-book มา print อ่าน มักจะมีข้ออ้างว่า หนังสือมันแพง ตัวเค้าซื้อไม่ไหวหรอก
แต่ก็น่าแปลกที่คนที่พูดอย่างนี้ มีเงินไปดูหนังโรงที่นั่งละร้อยกว่าบาท กินกาแฟแก้วละเป็นร้อย มีมือถือ มีกล้องถ่ายรูป ราคาเป็นหมื่นๆ (แถมบางคนซื้อใหม่ ทุกๆ 6 เดือนอีกต่างหาก)
จะไม่มีเงินซื้อหนังสือราคาพันกว่าบาทได้อย่างไร??
หรือ บางทีเราอาจจะลืมคิดไปว่า ร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ และคนที่เขียนหนังสือนั้น ก็มีลูก มีเมีย ต้องกินข้าว ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ไม่ต่างไปจากคนทั่วไป .. ไม่ต่างไปจากคนเขียนหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ หรือคนเขียนหนังสือสัมภาษณ์คนดังจากประเทศอังกฤษ

สุดท้ายไม่รู้จะโทษใคร … ก็ถือว่าเป็นความผิดของ แก๊สโซฮอลล์ ละกันครับ

ปล. ใครที่ทำงานด้าน Java technology ผมขออนุญาตแนะนำ หนังสือ Inside Java 2 Virtual Machine (ในรูปแรก มุมบนซ้าย) เป็นหนังสือที่มีประโยชน์ ในการทำความเข้าใจการทำงานในเบื้องลึกของ Java Virtual Machine มากๆ และยังอธิบายได้ดีอีกด้วย ที่ร้าน Book Chest ลดราคาแล้ว ลดราคาอีก จนล่าสุดคือ 999 ก็ยังขายไม่หมด (ผมซื้อสมัยมันออกใหม่ๆ ราคา สองพันสี่) ขอแนะนำให้ลองไปดูครับ ร้านนี้ใจดี ขอแกะดูข้างในหนังสือได้ ซื้อเยอะก็ขอเค้าลดได้ครับ

12:07 นาฬิกา
12 สิงหาคม 2550

19 ความเห็น »

  1. คิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำ สะท้อนอไะรบางอย่าง เฮ้อ หนังสือกว่า 50% ของผม ที่เป็น text book ผม xerox !!1

    ความเห็น โดย youdome — สิงหาคม 30, 2007 @ 2:11 pm

  2. ซื้อตามพี่อ๊อซมาเล่มนึง…

    ปัจจุบันมันก็ยังนอนแอ้งแม๊งอยู่ คาดว่าเปรี้ยวได้ที่แล้วคงเอามากินได้ ฮ่าๆ

    ความเห็น โดย ^-^ — สิงหาคม 30, 2007 @ 11:01 pm

  3. ตอนเห็น Topic ใน Feed ก็คิดใจว่า “ไอ้เราก็อัพเดทหนังสืออยู่เรื่อยๆเหมือนกัน แต่ทำไมหลังๆนี่หนังสือดีๆชักน้อย คือทางเลือกไม่มากเหมือนเมื่อก่อน”

    พออ่าน Entry นี้จบ ถึงเข้าใจ ว่าปัจจุบันเขียนหนังสือมันไม่ได้กำไรมากเหมือนเมื่อก่อน เพราะคนเล่นอ่าน E-Book กันหมด บาง Bit ให้โหลดกันเป็น GB (คำนวนดูนะว่ามันกี่เล่ม) ไหนจะโดนแปลแบบด้านๆ(สำนักที่คุณก็รู้ว่าใคร) และยิ่งเทคโนโลยีมาไวไปไวพอๆกับรถไฟ BTS แบบนี้ หนังสือใหม่ๆ ที่เนื้อหาลึกๆนี่กว่าจะคลอดก็พอๆกับร่าง รธน.เลย

    ถ้าพูดถึงหนังสือ Java ที่ผมเห็นว่าคุ้มที่สุดก็ Java in a Nutshell กับ Effective Java สองเล่มนี้ใครที่ใช้ Java แล้วยังไม่อ่าน เรียกได้ว่ามาไม่ถึงเมือง Java ครับ😛

    ป.ล. อ่านหนังสือ Rod Johnson แล้วมึนๆแบบผมมั้ย รู้สึกว่าคนอังกฤษชอบใช้คำหรูๆจัง

    ความเห็น โดย เอี้ยก้วย ณ แอนฟิลด์ — สิงหาคม 30, 2007 @ 11:13 pm

  4. สังเกตดีๆ .. หนังสือในรูป สภาพสวยงามทั้งนั้นเลย
    มีไม่กี่เล่มที่ขอบปกเยิน มุมเริ่มงอน ..😛

    ความเห็น โดย siroz — สิงหาคม 30, 2007 @ 11:17 pm

  5. หนังสือของ Rod Johnson ทั้งสองเล่มที่ผมมี ผมยอมรับว่า อ่านไม่จบครับ เลือกอ่านเฉพาะบท
    อ่านแล้วไม่มึนครับ .. แต่เอาไว้ใช้ตอนนอนไม่หลับได้ผลมาก .. อ่านได้สามหน้า หัวถึงหมอน หลับสนิทเลย🙂

    ความเห็น โดย siroz — สิงหาคม 30, 2007 @ 11:29 pm

  6. พี่อ๊อด ครับเล่ม Aspect-Oriented Analysis And Design ราคา เท่าไหร่เหรอครับ

    🙂 สนใจจะบริจาคด้วยการ ขาย ถูก ๆ ให้น้อง ๆ มั้ยครับ

    ความเห็น โดย idome — สิงหาคม 31, 2007 @ 9:05 am

  7. แหะๆ อยู่ที่ผมเองครับ ยังอ่านไม่จบเลยตั้งหลายเดือนแล้ว แต่เดี๋ยววันนี้จะเอาไปวางไว้ที่ office นะครับ เอ่อ…คงไม่ว่าอะไรนะครับ(ความจริงน่าจะถามว่า “คงไม่ฆ่าผมนะครับ”) ที่ผมทำ “หนังสือยับ ขอบงอ ดินสอขีด มีดปาด กระดาษฉีก ซีกนึงหาย” อ่า เป็นงัย คล้องจองกันมั๊ย ความจริงแค่ “ยับ กะขอบงอ” ครับ พอดีว่า
    “ช่วงที่จะอ่าน” ผมพกติดตัวตลอดครับ แต่ก็ “ไม่ค่อยได้อ่าน” เพราะว่ามัวแต่โหนรถเมล์ เลยไม่ได้นั่ง ก็เป็นคนดีน่ะคับ ชอบลุกให้ คนแก่ เด็ก และสตรีที่มีคัน แล้วก็ไม่มีคันนั่ง หรือไม่ก็หลับ เลยได้อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง เหอๆ แต่ก็ขอบคุณที่ให้ยืมครับ ขอบคุณครับ🙂

    ความเห็น โดย JeT — สิงหาคม 31, 2007 @ 11:07 am

  8. [quote]หลายๆ ครั้งผมเห็นว่า คนที่ถ่ายเอกสารหนังสือ หรือ download e-book มา print อ่าน มักจะมีข้ออ้างว่า หนังสือมันแพง ตัวเค้าซื้อไม่ไหวหรอก
    แต่ก็น่าแปลกที่คนที่พูดอย่างนี้ มีเงินไปดูหนังโรงที่นั่งละร้อยกว่าบาท กินกาแฟแก้วละเป็นร้อย มีมือถือ มีกล้องถ่ายรูป ราคาเป็นหมื่นๆ (แถมบางคนซื้อใหม่ ทุกๆ 6 เดือนอีกต่างหาก)
    จะไม่มีเงินซื้อหนังสือราคาพันกว่าบาทได้อย่างไร??[/quote]

    อ่านแล้วน่าคิดครับ ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนเก่งๆไม่ค่อยอยากเขียนหนังสือเพราะเราไม่ค่อยเคารพทรัพย์สินทางปัญญา หนังสือถ้าซีรอกซ์ถูกกว่าก็ยืมห้องสมุดมาซีรอกซ์ ถ้ามีอีบุ๊คก็ยิ่งสบาย คนเขียนหนังสือก็ไม่มีทางเลือกเื่มื่อขายหนังสือไม่ได้ก็หยุดเขียน เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างคุณค่ามากกว่าดีกว่า ตลาดเลยขาดผลงานดีๆไปเยอะ

    ส่วนเรื่องอบายมุข วัตถุนิยมอื่นๆ ผมคิดว่าเป็นข้อเสียของสังคมที่มุ้งเน้นวัตถุ เ้น้นความสบาย ผมก็เป็นเหมือนกัน แต่พยายามตั้งเป้า ศึกษาหาความรู้ ซื้อหนังสือมาอ่านตามกำลังทรัพย์ของตน ผมว่าเรานอกจากจะช่วยกันผลักดันเทคโนโลยีให้กับชุมชนแล้ว เราควรเน้นสร้างจริยธรรมให้สังคมด้วย

    ความเห็น โดย sWeetCorn — สิงหาคม 31, 2007 @ 11:28 am

  9. โดม .. เล่มนี้ยังต้องใช้ทำมาหากินอยู่ ยังขายไม่ได้ครับ .. เล่มนี้อุตส่าห์ซื้อตั้งแต่ออกใหม่ๆ สุดท้ายก็ไม่ได้อ่านจริงๆ จังๆ ซักที (รู้สึก ก่อนลดราคา ราคาพันแปดนะเล่มนั้น)

    เจ็ท .. ให้เวลาอีกเดือนนึง อ่านให้จบ หนังสือแค่นั้น อ่านวันละสิบหน้า เดือนนึงก็จบแล้วครับ

    คุณข้าวโพดหวานครับ .. ผมเองก็เป็นครับ เรื่องซื้อของฟุ่มเฟือยเนี่ย แต่ผมถือว่าในเมื่อใช้เงินฟุ่มเืฟือยได้ ก็ต้องใช้เงินสำหรับการศึกษาได้เหมือนกัน (เพราะคิดยังงี้ ทำงานมาหลายปี ถึงไม่มีเงินกับเค้าซักที)
    เรื่องจริยธรรมเนี่ยผมว่าพูดยากครับ เพราะมันค่อนข้างกว้าง .. สำหรับในวงการนี้ ผมว่าขั้นต้นนี่ ถ้าทำให้มีคำว่า “จรรยาบรรณ” ได้ เป็นรูปเป็นร่าง ผมก็ถือว่าน่าพอใจระดับนึงละครับ

    ความเห็น โดย siroz — สิงหาคม 31, 2007 @ 4:49 pm

  10. ชีวิตเศร้า..ห่างหายจากการอ่านหนังสือมานานขรม…
    เมื่อก่อนตอนเด็กๆไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ถ้าเข้าเรียนเกรดก็ดีเพราะได้ฟัง แต่พอถึงฤดูแข่งกีฬาก็สอบตกประจำเพราะไม่ได้เข้าฟังเลยไม่รู้จะเอาอะไรไปสอบ อิอิ พอโตขึ้นเริ่มสอดรู้สอดเห็นเอ้ยไม่ใช่เริ่มอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เลยชอบอ่านหนังสือขึ้นมาบ้างแล้ว อ่านไปอ่านมาก็สนุกดีแฮะ..แต่คงยังไม่ซื้อใหม่ขออ่านที่มีให้หมดก่อนแล้วกัน พอดีเป็นคนชอบซื้อหนังสือ มีแล้วมันอุ่นใจ แต่ไม่ชอบอ่าน และอ่านไม่เคยจบเลย อ่านเป็นบางหน้าที่จำเป็นต้องรู้หรือมีเรื่องที่ติด หรือสงสัย แฮ่ะๆเสียดายไปเก็บให้หมดก่อน..
    ขอบคุณเรื่องราวดีๆและการเปิดโลกอีกหลายๆด้านที่ไม่เคยมองเห็นเลยค่ะพี่อ๊อด…

    ความเห็น โดย ShijiemiS — กันยายน 2, 2007 @ 9:38 pm

  11. 😀

    ความเห็น โดย siroz — กันยายน 4, 2007 @ 6:08 am

  12. ผมกำลังรอเล่มนึงอยู่ สั่งจาก amazon ไปแล้ว ไว้จะ review ให้ดูครับ

    ความเห็น โดย deans4j — กันยายน 5, 2007 @ 4:59 am

  13. ตอนนี้ รอจาก Amazon อยู่เหมือนกันครับ (รออยู่สี่เล่ม .. ค่าส่งแพงต้องซื้อเยอะหน่อย)😛

    ความเห็น โดย siroz — กันยายน 5, 2007 @ 5:36 pm

  14. อ็อด นู๋ก็ซื้อหนังสือเยอะพอ ๆ กันว่ะ แต่นู๋ซื้อแต่ text bridge อ่ะ หนังสือวิชาการอ่านนาน ๆ ที 5555555555555 สั่ง amazon เหมือนกัน บางเล่มค่าส่งมันแพงกว่าหนังสืออีกอ่ะ วัยรุ่นเซ็ง เมื่อก่อนใช้วิธีสั่งผ่านคิโนคุมิยะ ตอนนี้ไม่อยู่ กทม ละ เลยผ่านเว็บดีกว่า เร็ว

    ความเห็น โดย overbid — กันยายน 12, 2007 @ 4:47 pm

  15. ไอ้เิบิ้ม แกยังเล่น Bridge อยู่ีอีกเรอะ … ว่างๆ มาเจอกันออนไลน์หน่อย (เล่นออนไลน์ เจอแต่คน bid มั่วๆ .. เวรกรรมจริงๆ)
    แต่ไม่ได้เล่นนานแล้ว .. กลับมาเล่นที งงจริงๆ

    ความเห็น โดย siroz — กันยายน 12, 2007 @ 11:04 pm

  16. เออดิ นู๋ยังขึ้น กทม ประมาณเดือนละครั้งเพื่อสิ่งนี้เลย (จริง ๆ ที่ภูเก็ตก็มีเล่นทุกอาทิตย์ว่ะ) แต่ไม่ค่อยเล่น online อ่ะ โทรมานัดเลย สมัยนี้เขาเล่น BBO หมดแล้วว่ะ http://online.bridgebase.com/ โหลดแล้วโทรนัดมาเลย นู๋พร้อมเสมอ username ontherock อ่ะ

    ความเห็น โดย overbid — กันยายน 13, 2007 @ 2:30 am

  17. ขอไปหัดใช้โปรแกรมมันก่อนนะ …

    ความเห็น โดย siroz — กันยายน 15, 2007 @ 12:19 am

  18. รู้อะไรไหม?? ว่าเลือดจระเข้มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเรานะ
    ซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราดังนี้คือ…
    โปรตีน 83.1% เหล็ก 164 มิลลิกรัม/100กรัม แคลเซียม 90 มิลลิกรัม/100กรัม โซเดียม 22.5 มิลลิกรัม/100กรัม ฟอสฟอรัส 1,458 มิลลิกรัม/100 กรัม แมกนีเซียม 574 มิลลิกรัม/100กรัม วิตามิน Vitamin วิตามิน เอ 10.61 ไมโครกรัม/100กรัม วิตามิน บี1 0.17 มิลลิกรัม/100กรัม วิตามิน บี2 0.23 มิลลิกรัม/100กรัม วิตามิน บี6 0.22 มิลลิกรัม/100กรัม วิตามิน บี12 0.20 ไมโครกรัม/100กรัม
    จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็น ภูมิแพ้ หอบหืด เบาหวาน โลหิตจาง มะเร็ง ทำคีโมไม่ครบคอร์ส บุคคลผู้ที่มีบุตรยาก และบุคคลผู้ที่รักสุขภาพทั่วไป
    ข้อมูลจาก;//หน่วยวิจัยจระเข้เพื่อประโยชน์การใช้ที่ยั่งยืน
    ภาคสัตววิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    ราคาขาย ขวดละ 480 บาท
    เม็ดละ 15 บาท
    สนใจติดต่อ 08-1234-0657
    หนูมิ้งค่ะ
    E-mail:crocoblood@hotmail.com

    ความเห็น โดย jyjk — ตุลาคม 11, 2009 @ 6:39 pm

  19. Great article.

    ความเห็น โดย โปรแกรมหนัง — พฤศจิกายน 11, 2014 @ 12:49 pm


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: