Oz’s Blog

กันยายน 29, 2007

Turnover ในวงการ Software Development

Filed under: Expinion — siroz @ 9:59 am

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ผมได้ไปตรวจร่างกาย ซึ่งบริษัทจัดให้เป็นประจำทุกปี
ซึ่ง โรงพยาบาลที่ไป ก็เป็นโรงพยาบาลเดิมที่ตรวจเมื่อปีที่แล้ว สองปีก่อนหน้า
ไปครั้งนี้ มีความเ้ปลี่ยนแปลงคือ จากเดิมแผนกตรวจสุขภาพจะอยู่ชั้นสาม (ถ้าจำไม่ผิด) แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ชั้นล่าง ตึกด้านหลังแทน
ซึ่งก็สมเหตุสมผลดี เพราะว่า แผนกเอ็กซ์เรย์ (ซึ่งย้ายไม่ได้ง่ายๆ) อยู่ที่ชั้นล่างตึกนั้นเหมือนกัน คนมาตรวจก็ไม่ต้องเดินไกล (ทำไมไม่ทำอย่างนี้แต่แรกหนอ?)

แต่ที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ เจ้าหน้าที่เจาะเลือด ผมจำได้ว่าเป็นคนเดิมที่เจาะเลือดผมปีที่แล้ว
และคุณหมอที่ตรวจ (กดท้อง ฟังเสียงปอด ฯลฯ) ก็ยังเป็นคนเดิม จำได้แม่น เพราะคุณลุงหมอหน้าตาเหมือน ลุงประสงค์ สุ่นสิริ

ทำให้ผมนึกได้ว่า สองปี สามปี ผ่านไป เค้าก็ยังทำงานเดิมอยู่ที่เดิม แสดงว่า turnover ของวงการนี้ ไม่น่าจะสูงเท่าไหร่

บังเอิญว่า หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ผมได้ไปงานแต่งงานของเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่ง (รู้จักกันมาตั้งแต่สมัย ม.1)
ซึ่งแต่งงานกับเจ้าสาวซึ่งเป็นหมอเรียนรุ่นเีดียวกัน ที่เดียวกันมา บรรยากาศของงานเลยกลายเป็นงานรวมรุ่นหมอไปโดยปริยาย
ไม่รู้ผมคิดยังไง นึกสงสัยเลยถามเพื่อนอีกคนนึงที่เป็นหมอว่า ปกติวงการนี้ เค้า turnover กันมากน้อยแค่ไหน
คำตอบที่ได้คือ “แล้วแต่คน” … แล้วแต่คนยังไง ผมถามต่อ
“อย่างกูเนี่ย ทำได้ 6 เดือน กูก็เบื่อแล้ว” … (เออ ขอบใจ ช่วยให้กูหายสงสัยได้มากเลย)
สุดท้ายคุยกันจนได้ความว่า ส่วนใหญ่ ถ้ายังอายุน้ิอยๆ กัน ก็มีการเปลี่ยนงานกันบ้าง ส่วนใหญ่พอทำได้ 2-3 ปี ก็เริ่มจะมีการย้ายงาน

แต่การ “เปลี่ยนงาน” ของวงการหมอเนี่ย ต่างกับวงการคอมพิวเตอร์ หรือเจาะจงกว่านั้นคือ วงการ software development ค่อนข้างชัดเจน
เพราะ หมอกระดูก จะย้ายโรงพยาบาล ย้ายจังหวัดยังไง ก็ยังเป็นหมอกระดูก .. ไม่ใช่จะไปเป็นหมอผิวหนัง หรือหมอหูคอจมูก ได้ง่ายๆ
อาจเป็นเพราะว่า หมอในสายต่างๆ ต้องมีการฝึนฝนปฏิบัติงานเฉพาะทาง ไม่ใช่ว่า อยู่ๆ เรียนจบมาแล้วจะทำงานในสายนั้นๆ ได้เลย

แต่วงการ software development เนี่ย เปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนหน้าที่กันได้ชุลมุนอุตลุดไปหมด
เคยเป็น programmer ก็ไปเป็น tester .. เคยเป็น SA ก็ไปเป็น QA … เคยเป็น ฯลฯ
และที่ชัดเจนอีกอย่างนึง คือ turnover สูงมากๆ .. สมัยนี้ เหมือนกับว่า ทำงานได้ 6 เืดือนก็พร้อมที่จะเปลียนงานกันแล้ว

ใครที่รู้จักผม คงกำลังจะอ้าปากด่าผมว่า .. แล้วเอ็งล่ะ ปากว่าตาขยิบ
ใช่ครับ ผมเองก็ต้องถือว่า turnover สูง เพราะช่วงแรกๆ ที่ผมทำงาน ผมเปลี่ยนตำแหน่งงานทุกปี
ถึงแม้จะทำบริษัทเดิม แต่ถ้าทำมาครบปีแล้ว ผมมีอันต้องเปลี่ยนตำแหน่งงาน และหน้าที่ความรับผิดชอบทุกที

การเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ หรือการย้ายองค์กร มีผลอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เราต้องเสียเวลาในการปรับตัวเรียนรู้ตำแหน่งงาน หรือหน้าที่ในองค์กรใหม่
เท่าที่ผมเห็น ส่วนใหญ่การปรับตัวในลักษณะนี้ มักจะใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดก็หนึ่งเดือน โดยทั่วไปจะอยู่ที่สองถึงสามเดือน และในกรณีที่พิเศษหน่อยก็อาจจะนานถึงห้าหรือหกเดือนได้
เวลาที่ผมบอกในที่นี้ คือ เวลาที่ใช้ในการเรียนรู้งาน การปรับตัวปรับลักษณะการทำงาน รวมทั้งการเรียนรู้เชิงเทคนิคเพื่อใช้ในการทำงาน .. จนกระทั่งถึงวันที่ทำงานได้ productive จริงๆ
สมมติว่า ผมใช้เวลาเรียนรู้งานโดยเฉลี่ยสามเดือน นั่นแปลว่า ถ้าผมทำงานในตำแหน่งนั้นหนึ่งปี ผมจะทำงานจริงๆ เพียง 75% ของเวลาทั้งหมด ส่วนอีก 25% เป็น overhead ที่เกิดขึ้นสำหรับการเรียนรู้
ซึ่งตรงนี้ องค์กรส่วนใหญ่ รับรู้ เข้าใจ และยอมรับผลที่เกิดขึ้นเช่นนี้อยู่แล้ว
แต่ถ้าผมทำงานในตำแหน่งนั้นแค่หกเดือน จะกลายเป็นว่า ผมทำงานจริงๆ เพียง 50% เท่านั้นเอง!!!

ในกรณีหลังนี้ .. เริ่มส่งผลกระทบกับองค์กรแล้ว เพราะเมื่อครบหกเดือนแปลว่า จะต้องหาคนใหม่มาทดแทนคนเดิมที่ออกไป และจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ใหม่อีกครั้งนึง
ประเด็นนี้ ทำให้หลายๆ องค์กรมักจะเลือกพิจารณาผู้สมัครที่มีความรู้ และประสบการณ์ตรงกับที่องค์กรต้องการเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการรับคนเข้ามาเรียนรู้งานใหม่
เมื่อพิจารณาเทียบกับตัวอย่างของวงการแพทย์แล้ว จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ หมอกระดูกจะเปลี่ยนงานไปอีกกี่โรงพยาบาล ขั้นตอนในการตรวจ วินิจฉัย และรักษาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ตามที่หมอคนนั้นเรียนรู้มา
แต่สำหรับ software development แล้ว ถึงแม้จะทำงานตำแหน่งหน้าที่เหมือนเดิม แต่เทคโนโลยี กระบวนการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และโครงสร้างองค์กร มักจะแตกต่างไปจากเดิม
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้แหละ ที่ำให้ เราต้อง “ปรับตัว” ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งงาน

แต่ทว่า มีความ “ลักลั่น” ในการเปรียบเที่ยบกรณีที่ผมยกตัวอย่างมา คือ อาชีพหมอ ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
นั่นหมายความว่า หมอ หรือ แพทย์ ได้ฝึกฝน เรียนรู้ในสาขาหนึ่งๆ มาอย่างเชี่ยวชาญแล้ว
เมื่อเทียบกับตำแหน่งงานในสาย software development โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตลาดแรงงานแล้ว จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน
โดยส่วนใหญ่ คนทำงานในสายอาชีพ software development มัีกจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้เมื่อมีการย้ายงาน ต้องมีช่วงเวลาในการเรียนรู้งานใหม่อยู่เสมอ

หรือ จะตีความในอีกแง่หนึ่งก็ได้ว่า สาขาวิชาชีพนี้ ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นที่มีองค์ความรู้ที่ชัดเจน จนกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพื่อการทำงานในหน้าที่หนึ่งๆ โดยทั่ำวไปได้
ตัวอย่างง่ายๆ คือ คนที่ทำงานเป็น QA อยู่ที่หนึ่ง ถ้าเปลี่ยนไปทำงาน QA อีกที่หนึ่ง ที่ใช้กระบวนการ และมาตรฐานต่างออกไป อาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และปรับตัวเข้ากับงานใหม่ พอๆ กับคนที่ไม่เคยเป็น QA มาก่อน
หรือ มองในอีกแง่นึงคือ เหมือนเรียนรู้ใหม่หมด

คงยังอีกนาน กว่าที่วงการ software development หรือ software engineering จะมีความชัดเจนเหมือนกับศาสตร์ด้านอื่นๆ
ต้องไม่ลืมว่า เราเพิ่งจะมีคอมพิวเตอร์กันมายังไม่ถึงร้อยปีเลย (คนรุ่นพ่อผม แทบไม่มีใครใช้คอมพิวเตอร์กันเลย)
ในระหว่างนั้น เราก็คงต้องพึ่งความสามารถในการเรียนรู้ และปรับตัวของพวกเรากันไปก่อน
ซึ่งมันกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญของคนที่(จะ)ประสบความสำเร็จของสายงานนี้ ไปโดยปริยาย

9:59 นาฬิกา
29 กันยายน 2550

16 ความเห็น »

  1. ผมเคยรู้จักท่านนึงอายุจะ 40 กว่าเขียนแต่ AS/400 ครับ แบบนี้เรียกเฉพาะทางหรือเปล่า?

    หรือหลายๆท่านที่ผมรู้จักกลางวันเขียนแต่ ABAP (เปลี่ยนงานกี่ที่ก็ ABAP) แต่กลางคืนรับ job เขียนหมดทั้ง PHP, Java, .NET

    ถ้าจะเทียบกับสายแพทย์ก็คงเหมือนกลางวันเป็นสูตินารีแพทย์ ตอนเย็นเปดคลีนิกส่วนตัว

    สำหรับเรื่องย้ายงานแล้วต้องเรียนรู้ใหม่ ต้องมองว่าสิ่งที่เรียนรู้คือ Process แล้ว Skill ล่ะ?

    เพราะในความเป็นจริงแล้วแต่ละโรงพยาบาลก็มีรายละเอียด Process ที่แตกต่างกันด้วย แต่ Skill ของหมอคงไม่ต้องสอนมั้ง?

    กลับมาที่เรื่องของสาย Software Development ผมมองว่า Basic Skill ของนิสิตที่จบออกมายังไม่พอสำหรับวงการ Software Development ครับ
    นั่นละคือปัญหาว่าทำไมต้องเรียนรู้งานกัน 2-3 เดือน

    ความเห็น โดย เอี้ยก้วย ณ แอนฟิลด์ — กันยายน 29, 2007 @ 3:55 pm

  2. พอดีเลยพี่ผมกำลังมีความคิดว่าถ้าจะสมัครงานคงเลือกตำแหน่งไม่ถูก เพราะอันนู้นอันนี้ก็อยากทำเต็มไปหมด (แต่ไม่ได้อยากทำคนเดียวหมด)

    ตอนนี้เพื่อนในรุ่นเดียวกัน turnover เปลี่ยนตำแหน่งหนี coding กันไปหมดแล้ว เหลือน้อยมากที่ยังอยู่ แถมมาข่มอีก “นี่มึงยัง code อยู่อีกหรอ” -*-

    พี่ว่าถ้าคอมเปลี่ยนหลักสูตรเป็นเรียน 6 ปีจบเหมือนหมอ เราจะได้บุคลากรที่ดีกว่านี้ไหมครับ

    ความเห็น โดย deans4j — กันยายน 30, 2007 @ 6:24 am

  3. ผมยอมรับว่า ในสายงาน software development เนี่ย มีคนที่เฉพาะทาง ครับ
    แต่สัดส่วนต่อจำนวนคนทั้งหมด น่าจะต้องจัดว่าน้อยมากอยู่ .. นี่คือ ประเด็นที่ผมต้องยกกรณีของหมอมาเทียบ
    แต่ทั้งนี้ ผมมองในความหมายที่อาจจะกว้างกว่าตัวอย่างของคุณเอี้ยก้วยเล็กน้อยครับ
    เช่น ผมไม่มองว่า โปรแกรมเมอร์ที่เขียน VB อย่างเดียว ว่าเฉพาะทาง .. ผมมองว่า “programmer” คือ เฉพาะทาง .. ไม่ใช่ “VB programmer” หรือ “Java programmer” (หรือจะมองว่ากรณีแบบนี้คือ เฉพาะทางเกินไป?)
    เพราะผมมองว่า VB หรือภาษาโปรแกรมใดๆ เรียนรู้กันได้ไม่ยาก .. แต่ความเป็นโปรแกรมเมอร์เรียนรู้กันยาก (ไม่ใช่เรื่องที่ฝึกกันได้ใน 3 เดือน 6 เดือนแน่นอน)

    ประเด็นเรื่อง process และ skill เป็นเรื่องน่าสนใจครับ
    จากความเ้ข้าใจผม ผมมองว่า process ของการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลนั้นอาจจะมีความซับซ้อนไม่เท่ากับ software development
    และการเปลี่ยนโรงพยาบาล คงจะไม่ค่อยมีโอกาสจะเจอ process ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มากเท่าไหร่ (ต่างกับกรณีของ software development)
    อันนี้ จากข้อสังเกตนะครับ .. อาจจะไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด
    จริงๆ แล้ว ตรงนี้ ผมไม่ควรจนำมาเทียบกันเลย เพราะ มันต่างกันเกินไป .. software development ควรเอาไปเทียบกับงานผลิตในโรงงาน หรือ งานก่อสร้างมากกว่า

    ขอพักนิดนึง .. ชักยาวละครับ

    ความเห็น โดย siroz — กันยายน 30, 2007 @ 9:17 am

  4. ด้าน skill เนี่ย ผมจะมองเป็นสองด้าน คือ skill ของคนที่ทำงานแล้ว กับ skill ของคนที่เพิ่งจบออกมาจากสถาบันการศึกษา (ไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม)

    skill ของคนที่ทำงานแล้ว จะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนกว่า ทั้งจากผลงาน และการทำงาน
    ผมมองว่า skill ในระดับนี้พัฒนาได้ง่ายกว่า เพราะได้พบเจอประสบการณ์จริงมาแล้ว จะเข้าใจ “โลก” ในการทำงานมากขึ้น (มากกว่าโลกที่เคยอยู่แต่ในห้องเรียน)
    ซึ่งจะเป็นผลทำให้ บางคนวางแผนพัฒนา skill ตัวเองได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
    ตรงนี้เห็นได้ชัดจากความแตกต่างของคนที่เรียนจบออกมาพร้อมกัน เริ่มทำงานพร้อมกัน .. แต่ skill พัฒนาแซงหน้ากัน แตกต่างกันชัดเจน

    skill ของคนเพิ่งเรียนจบ เป็นเรืองที่พูดยาก และผมไม่ค่อยอยากพูดถึงเท่าไหร่😛 (เพราะมันมีเรื่องของหลักสูตร และสถาบันการศึกษามาเกี่ยวข้องเป็นส่วนใหญ่)
    ขอเล่าเรื่องดีกว่าครับ .. อันนี้ เป็นเรื่องเล่าจากคนในวงการอื่น (ถ้าผมจำมาเล่าผิดๆ ต้องขออภัยด้วยครับ)
    สมัยก่อน (นานมาแล้ว) หลักสูตรปริญญาตรีของเภสัชศาสตร์ จะเป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาห้าปี ส่วนใหญ่แต่ละที่จะมีแค่หลักสูตรเดียว
    เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐา่นของสายวิชานี้ ไม่ว่าจะเรียนจบออกมาทำงานเป็นเภสัชกรโรงพยาบาล โรงงาน(ผลิตยา) บริหาร/ดูแลร้านขายยา นักวิจัย นักวิชาการ อาจารย์ ฯลฯ
    เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีมหาวิทยาลัยหลายๆ ที่ เปิดหลักสูตร 6 ปี เพื่อเป็นหลักสูตรเฉพาะทาง สำหรับคนที่ตั้งใจจะจบไปเพื่อทำงานโรงพยาบาลโดยเฉพาะ
    โดยปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร ให้เน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทางนี้ และเพิ่มการฝึกงานในโรงพยาบาลเข้าไป (คล้ายๆ กับของแพทย์)
    ซึ่งตรงนี้เสียงที่เล่ามา อ้างว่าเป็นเพราะ แต่ก่อนนั้น คนที่จบไปทำงานโรงพยาบาลนั้นประสบปัญหาในการทำงานค่อนข้างมาก
    เพราะหลักสูตรแต่เดิมนั้น เตรียมความพร้อมในมุมกว้าง ให้พร้อมออกไปทำงานในทุกๆ ด้าน แต่ไม่ได้เน้นด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ
    ซึ่งทำให้ผู้เีรียนอาจจะขาดทักษะและประสบการณ์บางส่วน ซึ่งเป็นความพร้อมพื้นฐาน ในการทำงานด้านนี้ (และด้านอื่นๆ?)

    เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ยินว่า หลักสูตรทาง software engineering หรือ software development เริ่มมีเปิดสอนในระดับปริญญาตรีแล้ว
    คิดในแง่บวก เราคงจะได้เห็นหลักสูตร “เฉพาะทาง” ของสายงานเรา ในเวลาอันใกล้นี้ (ให้เวลาเค้าเติบโต ปรับปรุงหน่อย)
    แต่ถ้าคิดในแง่ลบ (แบบผม) เราก็ต้องเตรียมตอบคำถามเด็กๆ รุ่นใหม่ว่า หลักสูตรใหม่เนี่ย มันต่างจาก computer science, computer engineering, IT และ ICT ที่มันมีอยู่ก่อนหน้าแล้วยังไง

    ความเห็น โดย siroz — กันยายน 30, 2007 @ 10:09 am

  5. จริงครับ อย่างผมยังได้แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเลยครับ

    http://thaiadsense.wordpress.com/

    ความเห็น โดย thaiadsense — กันยายน 30, 2007 @ 10:37 am

  6. ถือเป็นข่าวดีมากๆเลยครับคุณ siroz สำหรับการสอนแบบเฉพาะทางเสียที

    ส่วนเรื่อง Skill ที่คุณ siros คงตรงกับคำพูดหัวหน้าเก่าผมท่านนึงที่ว่า “ผมรับคนทำงานเป็นไม่ใช่คนเขียนโปรแกรมเป็นอย่างเดียว”
    แต่สิ่งนึงที่แตกต่างระหว่างคนจบเกรดดีๆ(เก่งแต่โลกในห้องเรียน)กับเกรดแบบเฉียดฉิวหรือไม่จบซะทีก็คือ คนที่จบเกรดดีๆมักจะมีพลังแฝงที่จะสามารถทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ(เรียน)ได้ดีด้วย แต่ไม่ได้เหมาทุกเคสนะครับ เอาเป็นว่าเท่าที่ผมเจอมาส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ครับ

    ป.ล.ถ้าจะยกตัวอย่าง ก็เพื่อนคุณ siros ที่อยู่หาดใหญ่เป็นต้นครับ😀

    ความเห็น โดย เอี้ยก้วย ณ แอนฟิลด์ — กันยายน 30, 2007 @ 3:57 pm

  7. ผมข้องใจระบบเฉพาะทางอยู่พอสมควรเลยนะ สำหรับวงการคอมพิวเตอร์ อย่างศาสตร์ software engineer อย่างนี้ ตอนเรียนป.ตรี เป็นเรื่องนึงที่ผมต้องใช้จินตนาการเอาเองขั้นสูงเลยกว่าจะทำมันได้ดี นั่นขนาดผม code มาตลอดช่วงที่เรียนก็นึกภาพไม่ค่อยออกแต่รู้ว่ามันสำคัญ

    อีกประเด็นที่คืออ.ที่ถ่ายทอดก็ทำได้ไม่ดี เพราะอ.เองก็เป็นนักวิชาการ ไม่ใช่นักปฏิบัติที่ได้จับงานจริงจัง สอนตามตำราเด๊ะๆ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ภาพในหัวมันชัดเจนขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่เลย

    skill + ความรู้ที่ได้เกิดจากการอ่าน ทำเอง เป็นเวลานานทั้งนั้นเลย น่าสงสัยกับระบบแบบนี้ในบ้านเราเหมือนกันว่าจะทำออกมาให้เวิร์กได้หรือเปล่า

    ความเห็น โดย deans4j — ตุลาคม 1, 2007 @ 1:25 am

  8. ปัญหา classic

    ความเห็น โดย roofimon — ตุลาคม 1, 2007 @ 9:39 am

  9. ผมชักงงๆ ตอนแรกเริ่มต้นเป็นเรื่อง turnover กลายเป็นหลงมาคุยเรื่อง skill กันได้ไงเนี่ย
    ไม่เป็นไรละกันนะครับ ถืิอว่าคุยกันสนุกๆ

    คุณเอี้ยก้วยครับ เพื่อนผมเนี่ย เอามาใช้เป็นตัวอย่างไม่ได้ครับ ถือเป็นกรณีพิเศษ🙂
    แต่ผมเห็นด้วยว่าคนที่เรียนได้ดี ส่วนใหญ่จะมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้ดีครับ

    เรื่องที่ดีนข้องใจ ต้องบอกว่าไม่แปลกครับ .. เพราะมันน่าข้องใจอยู่เหมือนกัน
    ผมชอบแนวทางหลักสูตรของแพทย์ ที่ต้องมีช่วงเวลาที่ต้องเป็นแพทย์ฝึกหัด (intern) เพื่อฝึกฝนทำงานจริง ภายใต้ความควบคุมดูแลของหมอรุ่นพี่ (หรืออาจจะรุ่นพ่อ) เพราะ คนเป็นหมอ ไม่ว่าจะออกไปทำงานสายปฏิบัติ หรือไปเป็นอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ก็น่าจะต้องปฏิบัติได้ดีระดับหนึ่งเป็นอย่างน้อย
    เช่น ผมเชื่อว่า คนเรียนหมอมา ฉีดยาเป็นทุกคน (ฉีดเก่งไม่เก่ง ไม่ว่ากัน) ไม่ว่าจะจบมาทำงานอะไรก็ตาม
    อาจจะเป็นเพราะว่า ทางสายแพทย์เนี่ย โลกของวิชาการกับโลกของการปฏิบัติ มันอยู่ใกล้กัน หรือเป็นโลกใบเดียวกันก็เป็นได้

    ส่วนวงการเรา .. ผมเชื่อว่า ศาสตร์ฺและหลักสูตรสายนี้ ยังเป็นแค่้เด็กวัยกำลังโต ถ้าเทียบกับสายอื่นๆ คงต้องใช้เวลา่อีกสักหน่อย กว่าจะ mature ได้อย่างสายอื่นๆ เค้า
    ระหว่างนี้ เราก็ทนดู .. เด็กจบใหม่เขียนโปรแกรมไม่เป็น .. project manager เขียนโปรแกรมไม่เป็น .. SA เขียนโปรแกรมไม่เป็น …
    และ โปรแกรมเมอร์ เขียนโปรแกรมไม่เป็น กันไปพลางๆ ก่อน (ส่งคนเขียนโปรแกรมไม่เป็น มาทำงานตำแหน่งโปรแกรมเมอร์!! .. ตูจะบ้าตาย)

    ความเห็น โดย siroz — ตุลาคม 1, 2007 @ 10:16 pm

  10. ดูเหมือนว่าถ้าเราเพิ่มหลักสูตรให้มี intern สักปี บวกกับต้องสอบ กว. ด้วยก็ดี
    น่าจะช่วยได้มั้ยครับ?

    ความเห็น โดย เอี้ยก้วย ณ แอนฟิลด์ — ตุลาคม 2, 2007 @ 11:59 pm

  11. โดยหลักการแล้ว ผมเห็นด้วยกับการฝึกงานจริงๆ จังๆ เป็นระยะเวลายาวๆ นะครับ ผมคิดว่าหลายๆ คนก็น่าจะเห็นด้วย
    แต่ในทางปฏิบัติเนี่ย จะทำให้เป็นเรื่องเป็นราวนี่ ไม่ง่ายเท่าไหร่ (ทุกวันนี้ เรายังได้ยินว่า มีเด็กที่่ไปฝึกงานแล้วไปทำงานชงกาแฟ หรือถ่ายเอกสารอยู่เลย)
    ผมคิดว่า ระบบของหมอที่เค้าทำได้ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ หลักปฏิบัติค่อนข้างชัดเจน คนเป็นพี่เลี้ยงสามารถแนะนำไปในแนวทางเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันได้
    แต่ในทาง software development แล้ว บางทีแม้แต่คนที่ทำงานแล้ว(เช่นตัวผมเอง เป็นต้น) ยังมีหลงๆ บ้างเลย .. จะให้ไปดูแลคนอื่นตลอดเวลา บางทีมันก็อาจจะไม่ได้

    อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ เค้ามีหน่วยงาน (เช่น แพทยสภา) มีการรวมตัวกัน (เช่น แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมแพทย์อื่นๆ) ช่วยกันดูแลวิชาชีพของเค้า
    แต่ทาง software development เท่าที่่รู้ ยังไม่มีการรวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่าง .. หน่วยงานที่มีกันอยู่หลายหน่วยงาน ก็ดูจะทำงานซ้ำซ้อนกัน ในขณะที่บางเรื่องก็ยังไม่มีใครดูแล หนำซ้ำยังมีข่าว(ลืิอ)ไม่ดีๆ เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ ลอยมาเข้าหูอยู่บ่อยๆ (จริงเท็จ อันนี้ไม่ทราบนะครับ แต่ถ้ามีความไม่โปร่งใสในการทำงาน มันก็เป็นที่ครหากันได้)

    แต่ยังไง ชีวิตนี้ ผมยังหวังจะได้เห็นประเทศไทยมี สมาคม(หรือการรวมตัวกันในรูปแบบอื่น)ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่รวมตัวและผลักดันกันโดยคนในสายงานนี้จริงๆ (ไม่ใช่โดยนายทุน หรือนักธุรกิจ)
    และ School of Software Engineering ที่เปิดสอน และผลิตบุคลากร(ที่มีคุณภาพ)ทางด้านนี้ อย่างเป็นจริง เป็นจัง

    ผมชักจะละเมอเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นตะมากไปซะแล้วมั้งครับ

    ความเห็น โดย siroz — ตุลาคม 3, 2007 @ 11:36 pm

  12. entry เก่าแล้ว แต่ของแจม แหะๆ
    ที่ผมเจอบ่อยๆ คือ skill ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของบางคนนั้น “น้อย” จนน่าใจหาย -_- จนพาลที่จะไม่ “เรียนรู้” ไปเลยด้วยซ้ำ

    ความเห็น โดย plynoi — ตุลาคม 7, 2007 @ 8:59 pm

  13. สำหรับ blog ผม .. อันนี้ยังไม่ถือว่าเก่านะครับ เพราะยังอยู่หน้าแรกของ blog อยู่เลย
    (จริงๆ แล้ว คือ ขี้เกียจเขียน :P)

    ทำงานสายนี้ .. อะไรๆ มันมาไว ไปไว ไปซะหมด
    น่าเห็นใจ คนที่เรียนรู้ได้ช้าเหมือนกันครับ ก็ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นเค้าหน่อย
    (แต่ถ้าไม่เปลี่ยนงานบ่อย ก็คงจะไม่มีปัญหาเ่ท่าไหร่มั้งครับ)

    ความเห็น โดย siroz — ตุลาคม 8, 2007 @ 9:24 pm

  14. สวัสดีค่ะหนูเพิ่งจะรู้จัดเว็บไซต์นี้ตอนเริ่มเรียนวิชา UML2 อาจารย์ท่านเอากระทู้ที่เป็นถาม – ตอบมาให้อ่านค่้้ะ อ่านแล้วได้ความรู้มากมายเลยค่ะ แต่หนูก็ไม่ค่อยที่จะรู้เรื่องมากเท่าไหร่หรอกนะค่ะ เพราะหนูไม่ค่อยเก่งเลย และในตอนนี้หนูมีคำถามมาถามค่ะ เนื่องจากอาจารย์จะให้ทำโปรเจค แต่หนูยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย หนูก็เลยอยากถามว่่า ถ้าเราจะทำโปรแกรมเกี่ยวการส่งเสริมการเรียนรู้และการนำเสนอแบบ ภาพ วีดีโอ ที่มีทั้งภาพและเสีียง เราต้องมีเครื่องมืออะไรบ้างในการพัฒนาโปรแกรมค่ะ จะมี ซอฟต์แวร์ และ ฮาดแวร์ตัวไหนบ้าง ในการพัฒนา ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบที่ดีๆๆๆเช่นเดิมนค่ะ ขอบคุณค่ะ จากเด็กอ่อนหัด

    ความเห็น โดย เด็กอ่อนหัด — พฤศจิกายน 5, 2007 @ 11:03 am

  15. สวัสดีครับ
    สำหรับคำถาม ผมเองก็ไม่เคยทำงานลักษณะแบบนี้ คงจะตอบให้ชัดเจนไม่ได้ครับ
    ในด้านเทคโนโลยี ลอง search ด้วยคำว่า E-Learning ดู น่าจะหาได้ไม่ยากครับ นี่คือตัวอย่าง http://en.wikipedia.org/wiki/E-learning
    ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ทำได้หลายลักษณะ จะทำเป็นเว็บไซต์ธรรมดาก็ได้ (ซึ่งมันสามารถฝังภาพ หรือวีดีโอได้) หรือจะทำเป็นลักษณะ interactive ที่ตอบโต้กับผู้ใช้งาน
    ลองหาตัวอย่างมาศึกษาดูก่อน น่าจะทำให้เข้าใจว่า ต้องใช้อะไร ทำยังไงครับ

    อย่างไรก็ตาม อย่าลืมมองในมุมของการออกแบบด้วย เพราะมันไม่เหมือนกับ application ทั่วไป ที่เก็บ requirements จากผู้ใช้มาสร้างได้เลย
    เท่าที่ผมเคยเห็น เค้าจะต้องมีการสร้าง story board เป็นขั้นเป็นตอนว่า เมื่อผู้ใช้เข้ามาดูแล้ว จะเกิดอะไร จะเป็นอย่างไรต่อไป (คล้ายๆ เวลาที่เค้าทำ plot โฆษณา)

    ก่อนจะจบขอฝากนิดนึงครับ .. WordPress.com เป็นชุมชน webblog ซึ่งเป็นงานเขียนส่วนบุคคล เขียนโดยเจ้าของ blog (เช่น blog นี้ ผมเป็นคนเขียน)
    โดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้อง และความเป็นกลาง โดย reviewer หรือบรรณาธิการ เหมือนหนังสือ วารสาร หรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้
    ดังนั้น ข้อความหรือคำตอบที่นี่ ใช้อ่านเป็นไอเดีย เป็นความเห็นหนึ่งได้ .. แต่คงเอาไปใช้อ้างอิง (reference) โดยเฉพาะทางวิชาการไม่ได้นะครับ อาจจะต้องระวังนิดนึงครับ

    ความเห็น โดย siroz — พฤศจิกายน 6, 2007 @ 1:55 pm

  16. Hello there, You’ve done an excellent job. I’ll definitely digg it and personally
    recommend to my friends. I’m confident they will be benefited from this site.

    ความเห็น โดย ท่อพีพีอาร์ — กันยายน 19, 2014 @ 9:26 am


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: