Oz’s Blog

ตุลาคม 14, 2007

Both Sides, Now – มองทั้งสองด้าน

Filed under: Songster — siroz @ 1:47 pm

มีใครยังจำหนังเรื่อง Love Actually เมื่อปี 2003 ได้มั่งมั้ยครับ (ไม่กี่ปีเอง น่าจะยังพอจำกันได้)

หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวความรักของคนหลายๆ กลุ่ม เอามาเรียงร้อย ผูกให้เป็นเรื่องเีดียวกัน โดยใช้ theme เดียวกันคือ คริสมาสต์ในลอนดอน
(รู้สึกว่าจะยกเว้นอยู่หน่อยคือ … ไม่เล่าดีกว่า เดี๋ยว spoil)
ใครเป็นแฟนหนังแนวๆ นี้ ถ้ายังไม่เคยดู น่าจะลองหามาดูนะครับ หนังเรื่องนี้ เป็น romantic comedy ที่ทำได้ครบรส สะท้อนเรื่องราวความรักในหลายๆ แบบ และทำได้ออกมาได้ดีเสียด้วย
แสดงนำโดยนักแสดง(ชื่อดัง) หลายคน เช่น Hugh Grant, Colin Firth, Liam Neeson, Emma Thomson, Keira Knightley ฯลฯ (ส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษ)
และยังมีนักแสดงมาปรากฏตัวแบบแว้บๆ หลายคน เช่น Billy Bob Thornton, Rowan Atkinson, Claudia Schiffer และ Denise Richards (สุดที่ร๊ากของผม)

(แ่ต่ edition ของบ้านเราจะโดนตัดทิ้งไปหนึ่งส่วนหนึ่ง หรือ “คู่หนึ่ง” คือ ความรักของคู่นักแสดงแทนฉาก xxx .. ซึ่งทั้งสองคนมาปิ๊งกัน ระหว่างถ่ายทำฉากเข้าด้ายเข้าเข็ม
ถ้าอยากดูเต็มๆ คงต้องหา DVD จากต่างประเทศแล้วล่ะครับ)

แต่ว่า วันนี้ ผมไม่ได้จะมาพูดถึงหนัีงเรื่องนี้ … ผมจะพูดถึง เพลง ในฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้
ฉากที่ว่าคือ ตอนที่คู่สามีภรรยา Harry (Alan Rickman) และ Karen (Emma Thompson) ฉลองวันคริสมาสต์กับลูกๆ สองคน ที่บ้าน (ต้นคริสมาสต์ แกะของขวัญ ฯลฯ)


ถ้ายังนึกฉากนี้ไม่ออก มี clip สั้นๆ ให้ดูกันครับ

เรื่องราวมีอยู่ว่า Karen แอบเห็นสามี (Harry) ซื้อสร้อยคอ แอบเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อนอก เลยเข้าใจผิดไปเองว่า จะซื้อมาให้เป็นของขวัญวันคริสมาสต์
แต่พอเปิดกล่องของขวัญออกมา กลับกลายเป็น CD album เพลงของ Joni Mitchell ก็ถึงกับน้ำตาตก ถึงบางอ้อว่า สร้อยเส้นนั้นน่ะ คงซื้อให้หญิงอื่นเป็นแน่
เรื่องราวของสามีภรรยาคู่นี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามจากในหนังครับ

เพลงที่ได้ยินในหนัง คือ เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มซีดีแผ่นที่เ็็ป็นของขวัญนั่นแหละ
อัลบั้ม Both Sides, Now ของ Joni Mitchell ออกมาเมื่อปี 2000
อัลบั้มนี้ เป็นการเลืิอกเพลงเก่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพลง Jazz แบบดั้งเดิม มา cover ในดนตรีแบบ Orchestra
ซึ่งในบรรดาเพลงที่เลือกมานี้ มีเพลงที่เธอแ่ต่งไว้เองอยู่สองเพลง คือ A Case Of You และ Both Sides, Now

เพลง Both Sides Now เป็นเพลงที่แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย Joni Mitchell แต่บันทึกเสียงครั้งแรกโดย Judy Collins ในปี 1968
ซึ่ง version ของ Judy Collins นี้ ติดอันดับ top 10 ของ pop single chart ในสหรัฐฯ และได้รางวัล Grammy สาขา Best Folk Performance ในปี 1968
Mitchell ได้บันทึกเสียงเพลงนี้ ในปี 1969 ในอัลบั้ม Clouds ของเธอเอง ซึ่งก็เป็นแนว Folk เช่นกัน
นอกจากนั้น ก็มีศิลปินหลายคน ที่ cover เพลงนี้ เช่น Frank Sinatra, Neil Diamond, Dolly Parton หรือแม้แต่วง Hole (ของ Courtney Love)

ใน version จากอัลบั้ม Clouds นั้นแตกต่างจาก version จากอัลบั้ม Both Sides, Now อย่างมาก
จากแนว Folk ที่เล่นด้วย acoustic guitar ตัวเดียว มาเป็นวง orchestra เต็มวง
นอกจากนั้น น้ำเสียงของ Mitchell ก็เปลี่ยนไปมาก จากเสียงแหลมใส กลายเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำลง และแหบในบางจังหวะ ด้วยอายุที่มากขึ้น และอาจจะเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่มาตลอดด้วย

เล่ามาตั้งนาน ลืมเอา link ของเพลงมาแปะ

Both Sides, Now
Joni Mitchell

Rows and flows of angel hair
And ice cream castles in the air
And feather canyons everywhere
I’ve looked at clouds that way

But now they only block the sun
They rain and snow on everyone
So many things I would have done
But clouds got in my way

I’ve looked at clouds from both sides now
From up and down, and still somehow
It’s cloud illusions I recall
I really don’t know clouds at all

Moons and Junes and Ferris wheels
The dizzy dancing way you feel
As ev’ry fairy tale comes real
I’ve looked at love that way

But now it’s just another show
You leave ’em laughing when you go
And if you care, don’t let them know
Don’t give yourself away

I’ve looked at love from both sides now
From give and take, and still somehow
It’s love’s illusions I recall
I really don’t know love at all

Tears and fears and feeling proud
To say “I love you” right out loud
Dreams and schemes and circus crowds
I’ve looked at life that way

But now old friends are acting strange
They shake their heads, they tell him that I’ve changed
Well something’s lost, but something’s gained
In living every day

I’ve looked at life from both sides now
From win and lose and still somehow
It’s life’s illusions I recall
I really don’t know life at all

เนื้อหาของเพลงนี้ พูดถึง การรู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ จากทั้งสองด้าน
จากที่เคยมองก้อนเมฆเป็นริ้วทาง เป็นรูปร่างสวยงาม ก็ได้เห็นว่าก้อนเมฆนั้นเป็นอุปสรรค บดบังแสงอาทิตย์ นำฝน นำหิมะ มาขัดขวางกิจการงานที่เราควรจะได้ทำ
จากที่เคยมองความรักเป็นเรื่องตื่นเต้น สนุกสนาน เหมือนเทพนิยาย ก็ได้เห็นว่า ที่สุดแล้วมันอาจจะกลายเป็นแค่เรื่องตลกของคนอื่น ที่เราต้องเก็บซ่อนไว้คนเดียว
ชีวิต ก็ไม่ต่างกัน …

แต่ว่า ในท่อนคอรัสนั้น Mitchell กลับบอกว่า ถึงแม้เธอจะได้เห็นสิ่งต่างๆ มาแล้ว จากทั้งสองด้าน เธอก็ยัง(เลือกที่จะ)มองเห็นแต่ภาพลวง(ที่สวยงาม)

บัดนี้ ฉันได้มองก้อนเมฆ จากทั้งสองด้าน
ทั้งด้านดีและร้าย แต่ถึงกระนั้น
ก็ยังเป็นภาพลวงของก้อนเมฆ ที่ฉันระลึกถึง
ที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้รู้จักก้อนเมฆเลย

บัดนี้ ฉันได้มองความรัก จากทั้งสองด้าน
ทั้งด้านให้และรับ แต่ถึงกระนั้น
ก็ยังเป็นภาพลวงของความรัก ที่ฉันระลึกถึง
ที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้รู้จักความรักเลย

บัดนี้ ฉันได้มองชีวิต จากทั้งสองด้าน
ทั้งด้านได้และเสีย แต่ถึงกระนั้น
ก็ยังเป็นภาพลวงของชีวิต ที่ฉันระลึกถึง
ที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้รู้จักชีวิตเลย

ความหมายของเพลงนี้ สามารถตีความไปได้หลายทางมาก
ในทางหนึ่ง อาจมองว่า การมองสิ่งต่างๆ นั้น สามารถมองได้มากกว่าหนึ่งด้าน และสิ่งที่มองจากแต่ละด้านกัน อาจจะขัดแย้งกันก็ได้
ซึ่งในเพลงนี้ ก็ได้บอกว่า จากที่คนเคยมองแต่ด้านสวยงามของสิ่งต่างๆ ก็ได้เห็นในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นความเป็นจริง ที่ไม่สวยงามอย่างที่วาดฝันไว้
ในอีกทางหนึ่ง อาจตีความได้ว่า ถึงแม้ว่า จะได้เห็นทั้งด้านที่ดี และด้านที่ร้าย ของสิ่งต่างๆ มาแล้ว
เธอก็ยังเลือกที่จะมอง และนึกถึงแต่ในด้านที่สวยงาม มากกว่าที่จะมองในแง่ร้าย

ผมคิดว่า Joni Mitchell ฉลาดที่จะแต่งเพลงนี้
เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย เพลงเพลงเดียว หรือ หนังสือเล่มเดียว
ถึงแม้ว่าในเพลง จะบอกว่า เธอประสบกับสิ่งต่างๆ มาแล้วทั้งสองด้าน แต่สุดท้ายเธอก็ยอมรับว่า เธอก็ไ่ม่ได้รู้จักมันจริงๆ ซักนิดเลย
บางสิ่ง ที่เราคิดว่าเรารู้จัก เราเข้าใจมันแล้ว แต่เราอาจจะยังไม่ได้มองมันจากทุกๆ ด้าน .. เราก็อาจจะไม่ได้รู้จัก หรือ เข้าใจมันจริงๆ ก็ได้

ฟังเพลงนี้แล้ว ตีความกันได้ว่ายังไงบ้างครับ
มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

13:45 นาฬิกา
14 ตุลาคม 2550

8 ความเห็น »

  1. เป็นหนังที่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเพลงที่บอกว่า การรู้จักชีวิตไม่ว่าของตัวเองหรือของคนอื่นเป็นเรื่องที่ยาก แต่พอคิดอย่างนี้ ก็นึกถึง Let it be

    And when the broken hearted people
    Living in this world agree,
    There will be an answer, let it be.
    For though they may be parted there is
    Still a chance that they will see
    There will be an answer, let it be.

    ความเห็น โดย Khun T — ตุลาคม 15, 2007 @ 12:34 pm

  2. เพลงอย่างนี้ผมหูไม่ถึงจริงๆ -*-

    ความเห็น โดย deans4j — ตุลาคม 15, 2007 @ 3:16 pm

  3. ผมไม่ค่อยมองเรื่องหูถึง หรือหูไม่ถึงนะครับ .. เรื่องนี้ ดูจะเป็นความชอบมากกว่า มีแต่ชอบ หรือไม่ชอบ
    (ใช้คำว่ารสนิยมไม่ได้อีก เดี๋ยวมีสูง มีต่ำ)

    ชีวิตผมนี่ยังห่างไกล Let It Be อีกโขเลยครับ .. ยังเป็นคนไม่ยอมปล่อยอะไรง่ายๆ

    ความเห็น โดย siroz — ตุลาคม 16, 2007 @ 6:41 am

  4. เพิ่งจะเห็นคอมมเม้นอ่ะค่ะ เหะๆ
    ก็รู้จักเพลงนี้จากเรื่อง love actually แหละค่ะ
    พอดีวันนั้นกะลังหาเนื้อเพลงนี้อยู่ .. มาเจอะเว็บนี้เข้าพอดี ชอบเพลงนี้มากๆเหมือนกันค่ะ
    ตอนแรกก็พอตีความหมายได้ แต่แปลออกมาเป็นเรื่องเป็นราวไม่เป็นน่ะค่ะ
    ส่วนตัวมองเห็นแต่เรื่องความรักในเพลงนี้น่ะค่ะ ไม่ได้คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องงานหรืออะไร
    อาจจะเป็นเพราะ เพลงมันกะลังโดนกะความรู้สึกมั้งคะ ..^_^..

    ช่วงนี้กะลังพยายาม ให้เป็นlet it be อยู่ค่ะ เหอๆ

    ความเห็น โดย Suika — พฤศจิกายน 20, 2007 @ 12:06 pm

  5. ชอบเนื้อหาของเพลงจัง ลึกซึ้งดีค่ะ

    ความเห็น โดย sTm — พฤศจิกายน 22, 2007 @ 11:42 am

  6. ก็เหมือนความรัก

    ที่มีสองด้าน

    รับ และ ให้

    ต้องพยายามรับและให้อย่างเท่าเทียม

    แต่มันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากนะคะ

    เพราะเมื่อรัก … ก็ย่อมต้องคาดหวัง

    เมื่อได้รับไม่ตามที่หวัง …

    ก็ ท้อ

    และ… ท้อที่จะให้

    ความเห็น โดย Love_TemPo — กุมภาพันธ์ 22, 2008 @ 10:45 pm

  7. I fell in love with this song when I first heard from the movie.
    I bought the soundtrack and repeat only this song.
    That time I cried everytime I listened to this song.

    Very beautiful song and meaning..🙂

    ความเห็น โดย ApriL — กุมภาพันธ์ 29, 2008 @ 8:09 am

  8. Really enjoyed this blog post.Much thanks again. Keep writing.

    ความเห็น โดย Riley — มกราคม 18, 2014 @ 9:42 am


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: